Step การคำนวณเพื่อประหยัดภาษีเมื่อมีรายได้หลักแสน

Step การคำนวณเพื่อประหยัดภาษี เมื่อมีรายได้หลักแสน
ยิ่งรายได้มากขึ้นเท่าไหร่ ภาระด้านภาษีของแต่ละคนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น จะดีกว่ามั้ยถ้าหากเรามีการคำนวณและวางแผนภาษีล่วงหน้า ตามสิทธิ์ที่ตนเองมีอยู่นั้นเราจะประหยัดภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปีได้อย่างไร

ปัจจัยการคำนวณภาษี Step by Step

ประเด็นแรกที่ต้องรู้ก่อนเลยสำหรับการคำนวณภาษี คือปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบกับการจ่ายภาษีครับ แม้ว่าสุดท้ายทางฝั่งสรรพากรจะมีการคำนวณตัวเลขต่างๆ ให้อยู่แล้ว แต่ผู้เสียภาษีเองก็ควรมีการคำนวณขั้นต้นให้เป็น เพื่อสามารถตรวจสอบการเสียภาษีตามจริงได้ครบถ้วน

ซึ่งปัจจัยที่เราต้องใส่ใจมีดังนี้

Step 1 คำนวณรายได้สุทธิ

ขั้นตอนแรกในการวางแผนเพื่อประหยัดภาษี คือการคำนวณรายได้สุทธิของตัวเอง ด้วยการนำรายได้ตลอดปี หักค่าใช้จ่าย แยกตามประเภทรายได้ต่างๆ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ง่ายมากขึ้นหากมีการทำรายรับรายจ่ายอย่างถูกต้อง
 
ซึ่งรายได้สุทธิจะสามารถคำนวณได้จาก : เงินได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน โดยเราจะใช้รายได้สุทธินี้เพื่อคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริงในแต่ละเดือน โดยคำนวณเปรียบเทียบกับตารางขั้นภาษีด้านล่าง
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ขั้นเงินได้สุทธิตั้งแต่ เงินได้สุทธิจำนวนสูงสุดของขั้น อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในแต่ละขั้นเงินได้ ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น
0 - 150,000 150,000 5 ยกเว้น* 0
เกิน 150,000 - 300,000 150,000 5 7,500 7,500
เกิน 300,000 - 500,000 200,000 10 20,000 27,500
เกิน 500,000 - 750,000 250,000 15 37,500 65,000
เกิน 750,000 - 1,000,000 250,000 20 50,000 115,000
เกิน 1,000,000 - 2,000,000 1,000,000 25 250,000 365,000
เกิน 2,000,000 - 5,000,000 3,000,000 30 900,000 1,265,000
เกิน 5,000,000 บาท ขึ้นไป - 35 - -
ที่มา : www.rd.go.th

แน่นอนว่าในบางครั้งรายได้หลักแสนของเรา ก็มีบางส่วนที่อาจมีการหักภาษีไปแล้ว หรือได้รับการงดเว้นภาษีตามประกาศในปีนั้นๆ สิ่งที่สมควรทำต่อไปคือดำเนินการตรวจสอบประเภทของเงินได้ให้ถูกต้อง ก่อนจะทำการคำนวณภาษีเงินได้ต่อไปครับ

Step 2 ตรวจสอบเงินได้พึงประเมิน

ทำไมต้องตรวจสอบเงินได้พึงประเมิน ? สาเหตุเป็นเพราะการคำนวณภาษีจะมีการแบ่งเงินได้เป็นประเภทตามกฎหมาย และมีการหักค่าใช้จ่ายรวมถึงมีข้อจำกัดเพิ่มเติมในการเสียภาษีตามรูปแบบของรายได้นั้นๆ ครับ
 
โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 8 ประเภทหลักๆ คือ
ประเภทของเงินได้พึงประเมิน
ประเภทของเงินได้พึงประเมิน
เงินได้พึงประเมิน อัตราที่หักได้ หักเหมา หักตามจริง
ค่าจ้างแรงงาน 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท / X
ค่าจ้างที่รับเป็นครั้งๆ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท / X
ค่าลิขสิทธิ์ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท / /
ดอกเบี้ย เงินปันผล ไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ X X
ค่าเช่า 10% - 30% ตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด / /
ค่าวิชาชีพอิสระ 30% - 60% ตามความยากง่ายของวิชาชีพ / /
ค่ารับเหมา 60% ของเงินได้ หรือตามที่จ่ายจริง / /
เงินได้อื่นๆ 40% - 60% ขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้ / /
  • เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ค่าจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือนพนักงาน โบนัส บำเหน็จบำนาญ รวมถึงสวัสดิการอื่นๆ สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ค่าจ้างการรับทำงาน ที่มีการรับเป็นครั้งๆ ไป เช่น ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เบี้ยประชุม เป็นต้น สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท แต่ถ้ามีเงินได้ทั้งประเภท 1 และ 2 ควรนำมาคิดรวมกัน และ หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 ค่าความนิยมหรือค่ากู๊ดวิล ค่าลิขสิทธ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือตามจริง
  • เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล ผลประโยชน์ต่างๆ ที่ได้จากการลงทุน ไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้
  • เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 เงินที่ได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน โดยมีการแบ่งประเภทย่อยไปตามรูปแบบการให้เช่า ตั้งแต่ 10%-30% ตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด
  • เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ค่าวิชาชีพอิสระ เช่น อาชีพด้านกฎหมาย วิศวกรรม มีการหัก 30% ประกอบโครศิลป์ 60%
  • เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 เงินที่ได้จากการรับเหมารวมค่าแรงและค่าของ เช่นรับเหมาก่อสร้าง สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 60% ของเงินได้ หรือตามที่จ่ายจริง
  • เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 เงินได้อื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายข้อ 1-7 เช่น การขายอสังหาริมทรัพย์ เงินได้จากอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น
สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ รายได้พึงประเมินจากกรมสรรพากร

Step 3 ค่าลดหย่อนปี 62

นอกเหนือจากการลดหย่อนที่เกิดจากจังหวะชีวิต เช่น การมีลูก การผ่อนบ้าน หรือประกันสังคมตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ผู้เสียภาษียังสามารถเลือกที่จะลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมได้ รวมถึงเป็นการกระจายความเสี่ยงในชีวิตด้วย
 
สำหรับค่าลดหย่อนส่วนตัวที่เพิ่มขึ้นมาในปี 2562 จะมีดังต่อไปนี้ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 2562
ลดหย่อนภาษีงเพิ่มได้ง่ายๆ ด้วยการลงทุน
ลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ง่ายๆ ด้วยการลงทุน
 
LTF กองทุนรวมหุ้นระยะยาว

LTF (กองทุนรวมหุ้นระยะยาว)

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น (ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่ากองทุน) โดยมีรูปแบบการลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันออกไปตามหนังสือชี้ชวน

กองทุน LIF สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี (ไม่เกิน 150,000 บาท) และต้องถือหน่วยลงทุนอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน

LTF ลงได้ถึงปี 2562 เท่านั้น

RMF กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ)

เน้นการลงทุนระยะยาว เหมาะสำหรับคนที่อยากมีทุนรอในยามเกษียณ มีการลงทุนหลากหลาย ตั้งแต่พันธบัตรรัฐบาลไปจนถึงทองคำ

สามารถสับเปลี่ยนกองทุนได้ตามสถานการณ์ แต่ต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปี ขายคืนได้เมื่ออายุ 55 ปีและลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี

กองทุน RMF สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ โดยรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและแบบประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนไม่เกิน 15% และไม่เกิน 500,000 บาท

ประกันออมทรัพย์

ประกันออมทรัพย์

เป็นประกันที่ออกแบบให้ผู้ถือกรมธรรม์ออมเงิน และมีความคุ้มครองตามรูปแบบของประกัน การออมเงินจะมีการจ่ายคืนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา และในกรณีที่ผู้ถือกรมธรรม์เสียชีวิต ก็จะได้เงินเอาประกันตามที่สัญญากำหนดไว้

ประกันออมทรัพย์ที่อายุมากกว่า 10 ปี สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทตามจำนวนปีที่มีการทำประกัน

ประกันบำนาญ

ประกันบำนาญ

เป็นประกันที่เน้นผลตอบแทนจากประกันในรูปแบบเงินคืน มากกว่าเน้นความคุ้มครอง ซึ่งจะดำเนินการจ่ายเงินในรูปแบบเดียวกับเงินบำนาญหลังผู้ถือกรมธรรม์เกษียณ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากมีเงินไว้ใช้ระยะยาวในบั้นปลายชีวิต

เบี้ยประกันแบบบำนาญสามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท หากรวมกับกองทุน RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท

ประกันตลอดชีพ

ประกันตลอดชีพ

เน้นความคุ้มครองมากกว่าผลตอบแทนจากประกัน ซึ่งผู้ถือกรมธรรม์จะต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์นั้นๆ แลกกับการคุ้มครองชีวิตระยะยาว

ประกันชีวิตตลอดชีพจะสามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

 

ยกตัวอย่างการลงทุน
 
นาย ก. มีรายรับปีละ 1,200,000 บาท มีการจ่ายประกันสังคม 9,000 บาท ไม่ได้มีการลดหย่อนภาษีอื่นๆ นาย ก.จะสามารถประหยัดภาษีได้อย่างไรบ้าง
 
นาย ก.สามารถวางแผนภาษีได้โดยการซื้อกองทุน LTF ซึ่งจะสามารถประหยัดภาษีได้ 15% แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยสามารถเปรียบเทียบการไม่ลงทุนและการลงทุนได้ตามตารางด้านล่างนี้
 
  ไม่มีการวางแผนภาษี มีการวางแผน(ซื้อ LTF)
เงินได้ 1,200,000 1,200,000
ลงทุน LTF - 180,000
อัตราภาษี 25% 20%
ต้องเสียภาษี 122,750 85,200
อัตราภาษีที่แท้จริง 10.23 7.10%
ประหยัดภาษี - 37,550
จะเห็นได้เลยว่าเพียงแค่การวางแผนภาษีโดยการซื้อกองทุน LTF ที่ช่วยในการลดภาษี สามารถประหยัดไปได้ถึง 37,550 บาทเลยทีเดียว

วางแผนภาษี การจัดการเงินได้ที่ดีในระยะยาว

สำหรับการวางแผนระยะยาวเพียงแค่การลดหย่อนตามปกติอาจไม่สามารถช่วยเหลือได้เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาช่องทางอื่นในการวางแผนภาษี เช่น
  1. เพิ่มหน่วยภาษี หรือคือการจัดตั้งคณะบุคคลหรือบริษัทขึ้นมาเพื่อกระจายหน่วยภาษีออก ในกรณีทำธุรกิจร่วมกันยังสามารถใช้สิทธิต่างๆ เกี่ยวกับการตั้งบริษัทในการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
  2. การจัดประเภทเงินได้ ตรวจสอบให้ดีว่ารายรับทั้งหมดของเรามาจากช่องทางใดบ้างผ่านทางการตรวจสอบรายรับรายจ่าย รายรับจากเงินได้บางประเภทอาจทำให้เสียภาษีโดยรวมมากกว่าเนื่องจากไม่ผ่านการลดหย่อน ควรเปลี่ยนทิศทางการทำธุรกิจหรือลงทุนสักเล็กน้อย
  3. เพิ่มค่าลดหย่อน หรือคือหาทางลดหย่อนเพิ่มเติมต่างๆ นอกเหนือจากที่เคยในแต่ละปี เช่น บริจาคเงินเพื่อสังคมและส่วนรวม ลงทุนในกองทุน LTF RMF ให้มากขึ้นเพื่อที่จะสามารถใช้ตัวเลขดังกล่าวมาลดหย่อนได้
ภาษีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเสีย แต่การเสียภาษีที่ดีที่สุดคือการรู้ว่าเราเสียภาษีนั้นเหมาะสมกับรายรับตัวเองหรือไม่ และสามารถประหยัดภาษีที่ต้องจ่ายได้ในทางใดบ้าง
 
หากคุณมีความสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษีและการคำนวณ หรืออยากวางแผนการเงินในรูปแบบต่างๆเพื่อเพิ่มความมั่นคงในชีวิต สามารถติดต่อเรา ทีมงาน Plan your money ได้ที่ Plan your money หรือที่เบอร์ 1572 กด 5