เริ่มต้นการออมและลงทุน


ในปัจจุบัน ด้วยความเร่งรีบของการใช้ชีวิตประจำวัน งานที่ยุ่งรัดตัวและเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้หลายคนไม่มีเวลาจัดการกับเงินของตัวเอง บางคนไม่รู้แม้กระทั่งว่าใช้จ่ายเงินไปแล้วเท่าไหร่ มีเงินเหลือพอจ่ายค่าเบี้ยประกันรถยนต์ หรือประกันชีวิตที่จะมาถึงเร็วๆ นี้หรือเปล่า หรือมีเงินฉุกเฉินสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือไม่ และยังมีอีกหลายคนที่ไม่แน่ใจว่าเมื่อเกษียนอายุแล้วจะมีเงินเพียงพอใช้จ่าย หรือเปล่าพอนึกขึ้นได้ ก็เกิดคำถามว่า "แล้วจะทำอย่างไร" เริ่มต้นไม่ถูก...

ออมและลงทุน การจัดการเรื่องเงินทองหรือการวางแผนการเงินนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแต่ต้องมีการเริ่มต้นเท่านั้น ถ้าคิดให้เป็นเรื่องง่ายๆ และใกล้ตัวก็เหมือนกับการลดความอ้วน ซึ่งมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1  : รู้ตัวเอง ตอนนี้มีเงินเท่าไหร่ (ถึงเวลารับความจริง...)

ก่อนจะลดน้ำหนักได้ก็ต้องรู้ก่อนว่าเราหนักเท่าไหร่ มีไขมันส่วนเกินตรงไหนบ้าง จะได้จัดการลดได้ถูกจุด การเริ่มต้นจัดการเรื่องการเงินก็เช่น เราต้องรู้ว่าเรามีเงินเท่าไหร่ ขาดหรือเกิน

คาถาที่ต้องใช้ในขั้นตอนนี้ คือ

รายรับ รายจ่าย เงินเหลือ

รายรับ มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะรู้อยู่แล้วเดือนๆ นึง ได้เงินสุทธิเท่าไหร่เข้าบัญชี แต่ถ้าเป็นนักขายอาจมีรายได้ไม่แน่นอนขึ้นกับค่าคอมฯ ที่ได้รับ บางคนไม่ได้ทำงานประจำมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ไม่ว่ารายได้จะเป็นแบบไหน เราก็ต้องรู้ จะได้จัดการกับมันได้อย่างเหมาะสม

รายจ่าย ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดรายวันถึงขนาด ค่าน้ำแข็งเปล่า 2 บาท ค่าผลไม้ 10 บาท (ถ้าทำได้ขนาดนั้นเป็นเลิศ) แต่อย่างน้อยเราต้องรู้ว่าเดือนๆ นึง เราใช้จ่ายหมดเท่าไหร่ เป็นค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าเน็ต ค่าเอนเตอร์เทน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถเท่าไหร่ เราจะได้รู้ว่าเงินเราหมดไปกับอะไรบ้าง จำเป็นมาก หรือ จำเป็นน้อยต่อการดำรงชีวิต เหมือนอาหารที่กินเข้าไป เมื่อถึงเวลาต้องจำกัดปริมาณ จะได้เลือกได้ถูกต้องว่าจะลดอะไรก่อน อะไรหลัง

เงินเหลือ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปไหน เงินสดในกระเป๋าสตางค์ เงินฝากในแบงค์ ลุงทนในกองทุนรวม, หุ้น, ฯลฯ (ในรูปสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่นับถ้ายังไม่ถูกรางวัล) เป็นจำนวนเท่าไหร่ ถ้าหาดูจนทั่วแล้วไม่เจอเลย (มีแต่ใบแจ้งหนี้) อย่าเพิ่งตกใจ ทุกอย่างมีทางออก

ผลลัพธ์


มีเงินเหลือ
มีเงินเหลือ
ขั้นตอนต่อไป ก็จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเงินเหลือให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 
เงินไม่พอ
เงินไม่พอ
เราอยู่ได้ด้วยเงินเก็บ (ถ้ามี) ซึ่งก็จะหมดไปเรื่อยๆ หากรายจ่ายยังมากกว่าอยู่ หรืออยู่ด้วยเงินที่ขอคนอื่นมา โดยเฉพาะเงินกู้ทั้งในและนอกระบบ เจอดอกเบี้ยรายวัน รายเดือนในอัตราสูงๆ กว่าจะกำจัดออกหมด แก่กันพอดี
 

ขั้นตอนที่ 2 : ตั้งเป้าหมาย

ตั้งเป้าหมาย

เมื่อเรารู้แล้วว่าเรามีปัญหาที่จุดไหน จะต้องแก้ไขก็เริ่มตั้งเป้าหมายได้เลย วิธีการตั้งเป้าหมายนั้นต้องชัดเจน มีเวลากำหนดที่แน่นอน และต้องเป็นไปได้ในเวลาที่กำหนด ไม่ใช่อยากเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ใน 3 เดือน ทั้งๆที่ตอนนี้ไม่มีเงินเก็บเลยรายได้มีพอแค่เดือนชนเดือนอย่างนี้เรียกว่า ฝัน

สำหรับคนที่มีเงินเหลือ

(รายรับ มากกว่า รายจ่าย)

คนส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายแบบกว้างๆ เช่น เก็บเงินดาวน์บ้าน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านเมื่อไร ราคาเท่าไร หรือจะเก็บเงินส่งลูกเรียนหนังสือก็ยังไม่รู้ว่าส่งเรียนที่ไหน ค่าเล่าเรียนเท่าไหร่แต่ก็เก็บไปเรื่อยๆ จะถึงเป้าหมายหรือเปล่าก็ยังไม่รู้

  คนที่ใช้เงินเก่าหรือเป็นหนี้อยู่
(รายรับ  <  รายจ่าย)

หรือ

คนที่ไม่มีเงินเหลือ
(รายรับ = รายจ่าย)

 

เป้าหมายสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จ คือ การลดรายจ่าย (ซึ่งหมายรวมถึงหนี้ด้วย) เพื่อให้รายรับ > รายจ่ายให้ได้ เพื่อจะเพิ่มเงินออม หรือนำเงินไปลดหนี้ให้หมดไปในที่สุด

ขั้นตอนที่ 3 : วางแผน

วางแผน

ขั้นตอนในการวางแผน
1. เลือกเป้าหมายที่ต้องการเริ่มทำก่อน

คงจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า

"Without a goal, It’s hard to score With too many goals, it’s even harder For beginners, it is recommended that you choose only one goal and focus on it. "

ไม่มีเป้าหมาย มันยากที่จะทำอะไรให้สำเร็จ แต่ถ้ามีเป้าหมายมากเกินไป มันยิ่งยากเข้าไปใหญ่ที่จะสำเร็จ
(เพราะมันสับสน งงไปหมด ไม่รู้จะทำอะไรก่อนอะไรหลังดี)

ดังนั้นแล้ว สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ให้เลือกเป้าหมายมาซัก 1 อย่างก่อน แล้ว focus ไปว่าจะทำให้สำเร็จ พอทำได้จะได้มีกำลังใจรับมือกับเป้าหมายอื่นๆ ที่เยอะและอาจจะยากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เลือกเป้าหมายระยะสั้น อยากเก็บเงินให้ได้ 200,000 บาท ใน 3 ปี เมื่อเริ่มต้นทำได้และเห็นผลต่อเนื่องสักระยะนึงแล้ว จึงเริ่มตั้งเป้าหมายต่อไป                


2. ดูว่าเงินออมที่มีอยู่ กับเงินที่สามารถจะออมได้เพิ่มแต่ละเดือนนั้นมีเท่าไหร่ พอจะเป็นไปได้หรือเปล่า
ถ้ามีเงินตั้งต้นอยู่แล้ว การไปถึงเป้าหมายก็จะเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่มี ก็มาดูว่าเราจะออมได้เดือนประมาณเท่าไหร่ เช่น

ออมเงินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
 
ถ้าลองคำนวณดูคร่าวๆ ในระยะเวลา 3 ปี ต้องออมเดือนละประมาณ 4,167 บาท (150,000 บาท / 36 เดือน) ถามตัวเองว่าพอเป็นไปได้หรือเปล่ากับ รายรับ - รายจ่ายที่มีอยู่ในปัจจุบัน หากยังไม่ได้ จะต้องนำคาถา รายรับ – รายจ่าย = เงินเหลือ มาใช้อีกครั้ง ลองดูรายการค่าใช้จ่ายก่อนเลย ว่าอะไรพอจะตัดออกไปได้ซักช่วงเวลาหนึ่งบ้าง เมื่อตัดได้ช่วยทำให้เงินเหลือเพียงพอตามที่ต้องการแล้วหรือยัง ถ้ายัง ก็ต้องคิดดูว่าจะเพิ่มรายรับได้หรือไม่ ถ้าหมดหนทางแล้ว อาจต้องกลับมาดูที่เป้าหมายอีกทีว่าจะปรับลดลงหรือจะขยายระยะเวลาได้หรือ เปล่า

3. หาข้อมูลเกี่ยวกับการนำเงินไปจัดการหาผลตอบแทน
วิธีการเพิ่มค่าของเงินมีหลายแบบ ขึ้นกับความคาดหวัง และความกลัว (กลัวในที่นี้ คือ กลัวความเสี่ยง) เช่น
 
เหรียญ
ออมเงินในเงินฝากออมทรัพย์ ได้ดอกเบี้ยประมาณ 0.75% ต่อปี แต่เงินต้นไม่หาย เพราะเงินฝากธนาคาร ยังได้รับการคุ้มครองอยู่ (ตาม พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก)
 
ลงทุนในหุ้น
ลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนบางช่วงอาจจะได้เป็นเลข 2 หลักแต่บางช่วงก็อาจติดลบ ทำให้เงินต้นหายไปได้
 
 
ดังนั้น ต้องคิด และตรึกตรองให้ดี พร้อมศึกษาหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ เดี๋ยวนี้ข้อมูลหาง่ายแค่ปลายนิ้วคลิ๊ก ลอง search ที่ google หาคำว่า “ออมเงิน” “การลงทุน” “การวางแผนการเงิน” ฯลฯ มีข้อมูลขึ้นมาให้เยอะแยะมากมาย

ขั้นตอนที่ 4 : ออก Start

ตอนนี้เป้าหมายก็มี ใจก็มา ข้อมูลก็พร้อม จะเสียเวลารออีกทำไม เริ่มต้นกันเลยวันนี้ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ เงินของเราก็จะเติบโตเร็วขึ้นเท่านั้น.
 
เห็นมั๊ยว่า เรื่องเงิน เรื่องง่าย นิดเดียว เพียงเราเริ่มต้นให้ความสนใจ...
 

ปรึกษาเรื่องการวางแผนการเงินสำหรับทุกช่วงวัย ได้ที่ planyourmoney@krungsri.com หรือ โทร 1572 กด 5

 

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยฝ่ายบริหารกลยุทธ์ และผลิตภัณฑ์การลงทุน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งข้อมูล และบทความ รวมถึงการแสดงความเห็นทั้งหลายที่ปรากฎในเอกสารฉบับนี้จัดทำบนพื้นฐานแหล่งข้อมูลที่เปิดเผย และพิจารณาแล้วว่าน่าเชื่อถือ โดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเพื่อเป็นความรู้และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนการเงินส่วนบุคคล เอกสารฉบับนี้ไม่ถือเป็นคำชี้ชวนให้ลงทุนและจัดทำขั้นเป็นการเฉพาะเพื่อ ประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือการคาดการณ์ความเห็นหรือประมาณการ ต่างๆ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และสงวนสิทธิ์ในการเปิดเผยแพร่ช้ำทางสือมวลชน หรือโดยทางอื่นใด โดยธนาคารจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือเป็นผลจากการใช้ข้อมูลและเนื้อหาของเอกสารฉบับนี้