ไปหน้า Krungsri.com
ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษา
กดนัด
กดนัด

สูตรลับ! จัดพอร์ตการลงทุนสำหรับคนมีลูก

สูตรลับ! จัดพอร์ตการลงทุนสำหรับคนมีลูกสูตรลับ! จัดพอร์ตการลงทุนสำหรับคนมีลูก

สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับหลายๆคนที่กำลังสวมบทบาทพ่อแม่อยู่ในวันนี้ นั่นก็คือ “เราจะเตรียมค่าเล่าเรียนให้บุตรของเราเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ?” เพราะเป้าหมายทางการศึกษา ฐานะทางการเงินของครอบครัว และเด็กแต่ละคนต่างกัน ทำให้เด็กแต่ละคนได้เรียนในสถานศึกษาที่ต่างกัน พ่อแม่ทุกคนต่างมีความฝันอยากให้บุตรได้รับการศึกษาที่ดี และพร้อมจะทุ่มเทเพื่อให้คนที่รักได้รับสิ่งที่ดีที่สุด  บางคนอยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนรัฐบาลดีๆมีชื่อเสียง ค่าเทอมไม่แพงมาก บางคนอยากให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนเอกชนเพื่อมีสังคมที่ดีขึ้น และบางคนส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ โดยคาดหวังว่าจะส่งลูกเรียนต่อให้สูงที่สุดในต่างประเทศ
 
แต่ก็ไม่รู้ว่าความฝันของเรา ที่มีให้เด็กคนหนึ่งนั้น จะต้องใช้เงินจำนวนมากน้อยเพียงใด?
 
ทุกวันนี้ค่าเล่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย 3 ปี ที่ประเทศออสเตรเลีย คิดเป็นเงิน 3.5 ล้านบาท ในอเมริกา 4 ปี 4.7 ล้านบาท และมีการคาดการณ์ด้วยว่าอัตราเงินเฟ้อของค่าเล่าเรียนภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศจะสูงถึง 6% ต่อปี นั่นแปลว่าอีก 20 ปีข้างหน้า (หากบุตรเพิ่งเกิด) เราจะต้องมีเงินก้อนสำหรับระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ ที่ออสเตรเลีย 11.5 ล้านบาท และที่อเมริกา 15 ล้านบาท !!! ที่ยกตัวอย่างให้ดู เป็นแผนการศึกษาที่ดีที่สุดในระดับอุดมศึกษาเท่านั้น
 
ในความเป็นจริงเราต้องเริ่มคำนวณเงิน ที่ต้องเตรียมสำหรับแผนการศึกษาของบุตรตั้งแต่แรกเริ่ม โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ก็คือ ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย (อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา) และ ช่วงอุดมศึกษา (ปริญญาตรี โท และเอก) สำหรับบุตรแต่ละคน เพราะแผนการศึกษาของบุตรแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยิ่งมีบุตรเยอะ ก็ควรเตรียมแผนการศึกษาให้เหมาะกับทุกคน และจำนวนเงินที่ใช้ก็จะมากขึ้นตามกันไป
 
ลองวางแผนในแต่ละช่วง ว่าอยากให้บุตรของตัวเองเข้ารับการศึกษาในสถาบันไหนบ้าง? มีค่าเล่าเรียนประจำปีเท่าไหร่? แล้วคูณอัตราเงินเฟ้อ ตามจำนวนปีที่เราได้วางแผนไว้ เมื่อได้ค่าเล่าเรียนที่รวมอัตราเงินเฟ้อในแต่ละระดับแล้ว สิ่งที่เหลือก็คือ “เราจะวางแผนที่จะใช้เงินในแต่ละระดับอย่างไร? และจะหาเงินก้อนนั้นได้ด้วยวิธีใด?”

วางแผนการเงินที่จะใช้ในแต่ละระดับการศึกษา

แผนการศึกษาบุตรเป็นแผนการเงินที่ใช้ระยะเวลายาวนาน 20-24 ปี ขึ้นอยู่กับแผนที่วางไว้ หากพ่อแม่คนไหนยังไม่มีบุตร หรือเพิ่งให้กำเนิดบุตรคนแรก และต้องการจะเตรียมเงินทุนการศึกษาของบุตรไว้ล่วงหน้า ให้ลองคำนวณเงินที่จะต้องใช้ทั้งหมด (รวมเงินเฟ้อแล้ว) แบ่งออกมาเป็นระดับชั้นต่างๆ เช่น

ช่วงก่อนอุดมศึกษา
พอร์ตลงทุนในระดับอนุบาล
เงินที่ต้องใช้ในโรงเรียนอนุบาลของเอกชนอยู่ที่ 200,000-1,000,000 บาท ซึ่งระยะเวลาในการเตรียมเงินก้อนนี้มีไม่มากนัก 1-3 ปี และห้ามนำไปเสี่ยงกับการลงทุนที่มีความผันผวนสูง หากเตรียมได้แล้วควรจัดพอร์ตฯให้มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เพื่อรักษาเงินต้นเอาไว้ สินทรัพย์ที่สามารถนำเงินไปลงทุนได้ เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมในตลาดเงิน หรือพันธบัตรระยะสั้น
 
พอร์ตลงทุนของระดับประถมศึกษา
ค่าเล่าเรียนในโรงเรียนประถมฯของเอกชน 6 ปี อยู่ที่  5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท (ถ้าเป็นโรงเรียนนานาชาติจะสูงกว่านี้) พ่อแม่จะมีระยะเวลาในการเตรียมเงินก้อนนี้ 6-12 ปี สามารถนำเงินออมไปลงทุนจัดพอร์ตในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น อย่างเช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมในหุ้นที่มีนโยบายเน้นตั้งรับ หรือแม้แต่ LTF ก็ทำได้ เพราะผู้ปกครองจะได้ผลประโยชน์ทางภาษีด้วย กองทุนผสม เป็นต้น แต่การจัดพอร์ตฯต้องดูความเสี่ยงที่ผู้ปกครองสามารถรับได้ด้วย เป้าหมายที่จะใช้เงินในระยะกลางไม่ควรนำไปเสี่ยงกับสินทรัพย์ประเภท หุ้นสามัญ มากจนเกินไป อาจจะจัดสัดส่วนพอร์ตฯเป็น กองทุนรวมในหุ้น 50% ตราสารหนี้ 40% เงินสด 10%
 
พอร์ตลงทุนในระดับมัธยมศึกษา
ค่าเล่าเรียนในระดับมัธยมฯ ภาคเอกชน 6 ปี อยู่ที่ 1 ล้านบาท ถึง 2.5 ล้านบาท ระยะเวลาในการเตรียมตัวสำหรับพ่อแม่มือใหม่จะมีมากขึ้น คือ 13-17 ปี ทำให้นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวน แต่ได้รับผลตอบแทนมากขึ้นได้ สามารถจัดสัดส่วนพอร์ตฯเป็น กองทุนรวมในหุ้น 65% ตราสารหนี้ 25% เงินสด 10% ซึ่งจะมีความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นเพิ่มมากขึ้น
 
ช่วงอุดมศึกษา  
พอร์ตลงทุนในระดับอุดมศึกษา
จะเห็นได้ว่าความเสี่ยงที่รับได้กับระยะเวลาในการเตรียมตัว มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก เพราะในระยะยาวแล้วสินทรัพย์ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุดก็คือ หุ้นสามัญ หากมีระยะเวลาให้หุ้นได้สร้างผลตอบแทน เงินต้นก็สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก ยิ่งเป้าหมายที่มีระยะเวลานาน และต้องใช้เงินจำนวนมาก เป้าหมายนั้นจะสามารถรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้
 
ดังนั้นหากมีเวลามากพอในการเตรียมเงินก้อนที่จะใช้ระดับอุดมศึกษาของบุตร (มากกว่า 15 ปี) การจัดพอร์ตให้มีสัดส่วนหุ้นสามัญ หรือกองทุนรวมในหุ้น สูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ
 
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องดูความจำเป็นในการใช้เงิน และระยะเวลาเป็นหลัก ก่อนที่พ่อแม่จะเลือกจัดพอร์ตฯสำหรับการศึกษาของบุตร เพราะวิธีการจัดพอร์ตฯที่ยกตัวอย่างให้ดูทั้งหมดนั้น คิดในกรณีที่พ่อแม่เพิ่งให้กำเนิดบุตร หากความเป็นจริง ณ เวลานี้บุตรกำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมฯ พ่อแม่ก็ควรจัดพอร์ตฯสำหรับเงินที่จะใช้ในระยะเวลาสั้น (1-3 ปีข้างหน้า) ให้มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เป็นต้น

3 วิธีที่พ่อแม่ต้องใช้ในการเตรียมเงินสำหรับการศึกษาบุตร

วิธีที่แรก คือ ค่อยๆสะสมเงินให้ครบในแต่ละช่วงชั้น หากต้องการเตรียมความพร้อมให้กับลูก ต้องค่อยๆสะสมเงินให้ครบ จัดพอร์ตฯล่วงหน้าเท่าที่สามารถจะทำได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ควรทำมากเท่าไหร่ เพราะเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ต้องใช้และเก็บสะสมไปด้วย จึงมีความเสี่ยงที่จะเก็บเงินไม่ได้ตามที่ต้องการ
 
วิธีที่สองคือ เตรียมเงินก้อนทั้งหมดตามที่คำนวณได้ นำไปฝากธนาคาร เพื่อไม่ให้เงินก้อนนี้หายไปไหน และมีสำหรับจ่ายค่าการศึกษาในแต่ละระดับชั้น วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่มีเงินก้อนใหญ่ ที่กันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อเป้าหมายนี้โดยเฉพาะ แต่เงินก้อนนั้นต้องผ่านการคำนวณมาอย่างถูกต้องแล้ว
 
วิธีที่สามก็คือ เตรียมเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการลงทุนเพื่อการศึกษา และเก็บสะสมเงินลงทุนไปด้วย วิธีนี้จะเป็นที่นิยมมาก เพราะผู้ปกครองหลายคนมีการเตรียมความพร้อมไว้บ้างแล้ว ส่วนที่เหลือเป็นการเก็บสะสมเพื่ออนาคตระยะยาว จึงมีความยืดหยุ่น เหมาะกับหลายๆครอบครัว
 
แต่อย่าลืมนึกถึงปัจจัยอื่นๆที่จะมากระทบเงินที่วางแผนไว้สำหรับค่าเล่าเรียนบุตร เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ครอบครัว ค่าใช้จ่ายของลูก เงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของครอบครัว เป็นต้น ควรมีการจัดการเงินสำรองต่างๆ และป้องกันความเสี่ยง ก่อนที่จะเริ่มวางแผนลงทุนเพื่อการศึกษาของบุตร ถ้าไม่มีการวางแผนที่ดีแล้ว เงินส่วนนั้นก็อาจจะเกิดปัญหาได้ในอนาคต ผู้ปกครองอย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ด้วย

วางแผนให้จบ ครบทุกเรื่องการเงิน
  • วางแผนลงทุน
  • วางแผนภาษี
  • วางแผนเกษียณ
  • วางแผนชีวิต
คุยกับเรา