ไปหน้า Krungsri.com
ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษา
กดนัด
กดนัด

กองทุน vs หุ้น ลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน?

กองทุน vs หุ้น ลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน?
“ลงทุนในกองทุนหรือหุ้นดี” เป็นอีกคำถามยอดฮิตสำหรับนักลงทุนทั้งหลาย แม้เป็นการลงทุนเหมือนกันแต่สองสิ่งนี้ก็มีความแตกต่างกันพอสมควร และข้อแตกต่างนี้เองที่เราจะต้องนำมาวิเคราะห์กันว่า การลงทุนแบบไหนที่เหมาะกับเรามากกว่ากัน
 
ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนเลยว่า หุ้น และ กองทุน จริงๆ แล้วคืออะไร

หุ้น

หุ้น คือการลงทุนเข้าเป็นเจ้าของร่วมในกิจการใดกิจการหนึ่ง ถ้าหากกิจการดังกล่าวได้กำไร เราก็ได้กำไรด้วย โดยกำไรที่ว่าอาจมาในรูปแบบเงินปันผล หรือในรูปแบบของส่วนต่างราคาก็ได้เช่นกัน 

กองทุน

กองทุน คือ การที่บริษัทจัดการกองทุนซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญในการลงทุนทำการรวบรวมเงินจากผู้ลงทุนทั้งหลาย แล้วนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามที่่แจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล หรือส่วนต่างราคากองทุนเมื่อเราขายออกไป เรามาดูการเปรียบเทียบเป็นข้อๆ กันไปเลย

หุ้น VS กองทุน

ข้อแตกต่าง หุ้น กองทุน
การเลือกลงทุน ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง
มีผู้จัดการกองทุนช่วยตัดสินใจในการเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์ในการลงทุน เราเพียงแต่เลือกกองทุนตามนโยบายที่ต้องการ
ผลตอบแทน มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ สูง - กลาง - ต่ำ ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนที่เลือก
ความเสี่ยง เสี่ยงสูง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ในการลงทุน เสี่ยงสูง - กลาง - ต่ำ ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุน และความเสี่ยงที่เรารับได้
การกระจาย
การลงทุน
ไม่มีการกระจายการลงทุน มีการกระจายการลงทุนลงไปในสินทรัพย์ต่าง ๆ ตามแต่นโยบายการลงทุนของกองทุนนั้น ๆ
เงินลงทุน ใช้เงินจำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่ลงทุน โดยปกติหุ้นกระดานหลักต้องซื้ออย่างน้อย 100 หุ้น และเพิ่มขึ้น lot ละ 100 หุ้น มีเงินน้อยก็ลงทุนได้ตามขั้นต่ำของกองทุนแต่ละกอง
ค่าธรรมเนียม มีการเก็บค่าธรรมเนียมซื้อและขาย เรียกว่า Brokerage Fee จะเก็บเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับโบรคเกอร์ที่ใช้บริการ มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ และค่าธรรมเนียมที่เก็บจากกองทุนรวม ขึ้นอยู่กับว่ากองไหนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดบ้าง
สิทธิประโยชน์
ทางภาษี
หุ้นไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่เงินปันผลสามารถลองคำนวณขอเครดิตภาษี มีโอกาสได้เงินคืน กองทุนรวมบางอย่างเช่น LTF RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามข้อกำหนดของสรรพากร
การเปิดบัญชี บริษัทหลักทรัพย์ (Broker) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ตัวแทนจำหน่าย หรือธนาคารที่เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ บลจ.นั้นๆ

เครื่องมือคำนวณ
เมื่อทราบความเสี่ยงของตัวเองแล้วขั้นต่อไปซึ่งคือการเปิดบัญชีเพื่อลงทุนกันเลยครับ

วิธีการเปิดบัญชี

หุ้น สำหรับการซื้อขายหุ้น เราต้องมีการเปิดบัญชีหุ้นหรือที่เรียกกันว่าการเปิดพอร์ต “โบรกเกอร์” ก็คือบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน และนำเข้าสู่ระบบตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง สามารถเปิดบัญชีได้ง่ายๆ ด้วยการเตรียมเอกสารให้พร้อมและแสดงความต้องการเปิดบัญชี นอกจากนี้สามารถเปิด Port Online กับโบรกเกอร์ที่เราเลือกได้ โดยบัญชีหุ้นจะมีอยู่สามประเภท ได้แก่
 
  1. บัญชีวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance) : มีเงินในบัญชีนี้เท่าไหร่ซื้อหุ้นได้เท่านั้น
โดยผู้ลงทุนต้องนำเงินฝากกับโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเมื่อมีการทำรายการสั่งซื้อหุ้น เงินจะถูกหักจากบัญชีทันที
 
  1. บัญชีเงินสด (Cash Account) : ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง
บัญชีนี้โบรกเกอร์จะเป็นผู้พิจารณาวงเงินในการซื้อหุ้นตามหลักฐานการเงินที่ผู้ลงทุนนำมาแสดงตอนขอเปิดบัญชี โดยผู้ลงทุนจะต้องวางเงินเป็นหลักประกัน 20% ของวงเงินที่ต้องการจะลงทุนในครั้งแรกแต่ไม่เกินวงเงินที่บริษัทหลักทรัพย์อนุมัติ เมื่อลงทุนแล้ว บริษัทหลักทรัพย์ จะทำการตัดบัญชีของผู้ลงทุนใน 2 วันทำการถัดไป
 
  1. บัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance Account) : บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์
หรือที่เรียกกันว่าบัญชีมาร์จิ้น เป็นบัญชีที่สามารถกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์มาซื้อหุ้น แต่นักลงทุนต้องมีการเสียดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมในส่วนนี้ด้วย

กองทุน สำหรับกองทุน ท่านสามารถทำการเปิดบัญชีกองทุนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม (บลจ.) หรือตัวแทนจำหน่าย เช่น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีบริการเปิดบัญชีกองทุนแบบ Online ไว้คอยอำนวยความสะดวก เรียบง่ายในการจัดการและเป็นมิตรกับมือใหม่นั่นเอง
 
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเปิดบัญชีเพื่อซื้อกองทุนรวมผ่านแอปพลิเคชั่น KMA ได้แล้ววันนี้ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ Krungsri Mobile App เลยครับ
 
การซื้อกองทุนสามารถชำระเงินได้ด้วยเงินสด หักผ่านบัญชีธนาคาร หรือบัตรเครดิต ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละ บลจ. ของแต่ละกองทุน โดยอาจมีค่าธรรมเนียมในการซื้อกองทุนด้วย

สรุป

สำหรับการลงทุนไม่ว่าจะเป็นลงทุนในหุ้นหรือลงทุนในกองทุน เราควรพิจารณาตามสไตล์และความพร้อมของตัวเอง ว่าพร้อมที่จะลงทุนในหุ้น หรือกองทุนมากกว่ากัน หากมีเวลา มีเงินทุนมากพอ คิดว่ารับความเสี่ยงได้และพร้อมจะหาความรู้ด้านต่างๆ อยู่เสมอๆ หุ้นก็อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะ แต่หากคิดว่าตัวเองยังมีเงินไม่มากนัก หรือยังไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนสักเท่าไหร่อยากค่อยเป็นค่อยไป ให้มืออาชีพคอยจัดการ กองทุนก็คงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

อีกทางเลือกคือการลงทุนทั้งคู่ ทั้งกองทุน และหุ้น แบ่งเงินเป็นสัดส่วนเพื่อกระจายความเสี่ยงที่ตัวเองพอรับได้ หรือท่านจะลงทุนในกองทุนหุ้น ซึ่งเป็นกองทุนที่จะลงทุนในหุ้นโดยมีมืออาชีพคอยดูแลก็ได้ครับ ถือเป็นการฝึกวิชาการด้านหุ้น รวมถึงการคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้น ก่อนการลงทุนด้วยตัวเองในหุ้นเต็มตัว

สิ่งที่อย่าลืมคือ “ความรู้” และ “ความรอบคอบ” ครับ ไม่อย่างนั้นท่านอาจหนาวสั่นจากการติดดอย (ราคาหุ้นที่ซื้อมาตกจนขาดทุน) ได้

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการลงทุนนะครับ

คำเตือน
  • การลงทุนในหน่วยลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงของการลงทุน ผู้ถือหน่วยลงทุนอาจได้รับเงินลงทุนคืนมากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกก็ได้ และอาจไม่ได้รับชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนภายในระยะเวลาที่กำหนด หรืออาจไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ตามที่มีคำสั่งไว้
  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน และผู้ลงทุนควรศึกษาคู่มือภาษีของกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ