ปัจจุบันทักษะการทำงานแบบ Soft Skill เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีอย่างมากในยุคนี้ เดิมจะโฟกัสแค่ Hard Skill หรือความสามารถเฉพาะทาง ซึ่งความถนัดในวิชาชีพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากปีที่ผ่านมาโลกต้องเผชิญกับกระแสการดิสรัปชัน (Disruption) ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย อีกทั้ง
New Normal ที่เป็นปัจจัยเร่งในการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ รอบตัว และมองหาสิ่งที่จะสามารถต่อยอดได้ในอนาคต
ธุรกิจแบบดั้งเดิมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วตลอดเวลาจากธุรกิจรายใหม่ที่เข้ามามีบทบาท นำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสาน โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน เช่น
- Netflix ที่ดิสรัปธุรกิจโรงภาพยนตร์
- Grab ดิสรัปธุรกิจรถแท็กซี่
- AirBnB ดิสรัปธุรกิจโรงแรม เป็นต้น
ซึ่งในวงการธุรกิจก็เหมือนเป็นการฉีกกฎในการทำการตลาดแบบเดิม เพื่อให้ตรงกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา หากธุรกิจไหนไม่มีการปรับตัวก็มีโอกาสสูงที่จะถูกกลืนหายไป การสร้างขีดความสามารถใหม่ทั้งผู้บริหารและคนทำงานทุกระดับจึงจำเป็นต้องมีทักษะการทำงานที่ช่วยสร้างคุณค่าและต่อยอดโอกาสในการใช้ชีวิตทุกมิติในยุคนี้ ดังนั้นการเพิ่มทักษะแบบ Soft Skill ให้คนในองค์กรก็จะช่วยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
อะไรคือ Soft Skill?
Soft Skill คือ ทักษะทางสังคมที่ใช้เพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เป็นความสามารถด้านอารมณ์ รวมไปถึงอุปนิสัย บุคลิกภาพ ทัศนคติ ที่ใช้เพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมรวมถึงในการทำงาน โดยจะขอยกตัวอย่างที่เราคุ้นหูกันอยู่แล้ว เช่น ทักษะการพูดคุยสื่อสาร, การทำงานเป็นทีม, การสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับคนอื่น, ความคิดสร้างสรรค์, การแก้ปัญหาและตัดสินใจอย่างมีมนุษยธรรม เป็นต้น
ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่สามารถประเมินและวัดผลได้ด้วยใบประกาศ หรือใบปริญญาโดยตรง แต่สะท้อนออกมาผ่านพฤติกรรม และวิธีการรับมือกับอารมณ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ
Soft Skill เป็นทักษะที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนและประสบการณ์ในการใช้ชีวิตและการทำงานร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้โดยไม่จำกัดอยู่ที่สายงานใดสายงานหนึ่ง
ทำไม Soft Skill ถึงมีความสำคัญ
- ช่วยให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น : ช่วยลดความขัดแย้ง และช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ทำให้ทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดบรรยากาศที่ดีในองค์กร
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน : คนที่มี Soft Skill เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และความสามารถในการปรับตัว (AQ) จะมีวิธีการทำงานที่ยืดหยุ่น สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็ว และจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ดี ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม
- ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน : หลาย ๆ องค์กรมองหาผู้ที่มีทั้ง Hard Skill และ Soft Skill ที่ดี เพื่อช่วยนำพาให้องค์กรเติบโตได้ในระยะยาว
- พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง : ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น soft skill เช่น การปรับตัวและความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน
Hard skill vs soft skill ต่างกันอย่างไร
หากจะถามว่าทำไมต้องเพิ่ม Soft Skill ก็ต้องมาดูกันว่าความต่างระหว่าง Soft Skill กับ Hard Skill เป็นอย่างไร โดยความหมายของ Hard Skill หมายถึงทักษะหรือความสามารถในการใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการทำงานแต่ละสายอาชีพ ซึ่งสามารถประเมินและวัดผลได้ เช่น การอ่าน การเขียน การวาดภาพ การทำอาหาร หรือการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เป็นต้น โดยหลักการแยกทักษะ Hard Skill หรือ ทักษะ Soft Skill มีดังนี้
ยกตัวอย่างเช่น คุณสมบัติของพนักงานบัญชี ต้องมี Hard Skill ความรู้ในการทำบัญชี อย่างโปรแกรม Excel ส่วน Soft Skill ที่นักบัญชีควรมีอย่างทักษะการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง และการบริหารเวลา เป็นต้น กล่าวคือการมีทักษะทั้ง 2 อย่างนี้ควบคู่กันมีความสำคัญมากต่อการทำงานของคนสมัยนี้ เนื่องจากการทำงานเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ก็จะทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพและสร้างปัญหาให้องค์กรภายหลัง ดังนั้นหากคนทำงานหรือผู้บริหารคนนั้นมี Soft Skill ที่ดีก็จะทำให้มีโอกาสเลื่อนขั้น เติบโต และนำพาองค์กรให้ก้าวหน้าไปได้ไกลนั่นเอง
10 Soft Skills ที่มีไว้ได้เปรียบกว่า เพื่อสร้างจุดต่างทางธุรกิจ
ทักษะการสื่อสาร (Communication)
การทำงานหากการสื่อสารไม่ดี ย่อมก่อให้เกิดปัญหา ซึ่งความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ทำให้เกิดความสับสน เสียเวลา และเสียทรัพย์สินได้ ไม่ว่าจะองค์กรไหน ๆ จะระดับพนักงาน หรือเจ้าของธุรกิจเอง ทักษะการสื่อสารก็ควรจะเป็น Soft Skill พื้นฐานที่ควรมีอย่างยิ่ง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะช่วยส่งเสริมให้งานดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น และช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น โดยทักษะนี้สามารถฝึกได้จากการเริ่มเรียงลำดับการเล่าเรื่อง เน้นใจความสำคัญที่ต้องการจะสื่อสาร เลือกระดับภาษาที่เหมาะสมกับผู้ฟัง อาจจะมีการใช้ท่าทางประกอบเพิ่มเติม นอกจากนี้การเป็นผู้ฟังที่ดีก็จำเป็น และควรจับใจความสำคัญของผู้พูดให้ได้ด้วย เป็นต้น
ทักษะการบริหารเวลา (Time Management)
ยุคนี้นอกจากอาชีพหลักแล้ว บางคนก็มีอาชีพรอง
อาชีพเสริมจึงทำให้ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารจัดการเวลาให้เป็น เพื่อให้เป้าหมายสำเร็จได้ตามระยะเวลาที่กำหนด เทคนิคง่าย ๆ ที่แนะนำก็คือ การวางแผนจัดลำดับความสำคัญ กำหนดระยะเวลาเสร็จงาน ทำ To Do List สิ่งที่ต้องทำเพื่อเห็นภาพรวมของงานเพื่อป้องกันการลืม และที่ขาดไม่ได้เลย คือ การมีวินัย สม่ำเสมอ และต่อเนื่องเพื่อให้กลายเป็นนิสัย
ทักษะการปรับตัว (Adaptability)
ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวเข้ากับสังคม การรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะมนุษย์แต่ละคนที่มีนิสัยต่างกัน ความคิดต่างกัน การทำความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร หรือการปรับตัวให้ทันตามโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว สามารถเริ่มจากการสังเกตบรรยากาศรอบตัว ทั้งน้ำเสียง ท่าทางคนรอบข้าง เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และมีความยืดหยุ่นไม่ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ
ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration)
ในการทำงานบางครั้งย่อมต้องมีการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เป้าหมายสำเร็จได้อย่างลุล่วง แถมยังได้แชร์ความคิดเห็น ไอเดีย และมุมมองความคิดใหม่ ๆ ให้งานดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว การจะฝึกทักษะนี้ควรเริ่มจากการมองเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน ช่วยกันหาวิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมาย กล้าที่จะแลกเปลี่ยนไอเดียของตนเอง รับฟังความคิดเห็นของคนในทีมอย่างเปิดใจ และทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของตัวเองอย่างเต็มที่ หากมีความรู้ก็ควรนำมาแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ทักษะการจูงใจ โน้มน้าว และต่อรอง (Negotiation and Persuasion)
คนส่วนใหญ่มักมองว่าทักษะนี้เหมาะกับคนที่ทำงานขายหรืองานบริการ แต่จริง ๆ แล้วทักษะนี้จำเป็นมากกับทุกสายงาน เพราะการมีศิลปะในการพูด สามารถพูดจูงใจ โน้มน้าว หรือต่อรองได้ จะเป็นตัวช่วยให้เป็นต่อในการทำงาน และช่วยให้เติบโตในสายอาชีพได้เร็ว เช่น หากต้องการเสนอ
บริการด้านการเงินที่ดีให้แก่ลูกค้า แม้สินค้าหรือบริการจะดีแค่ไหนหากขาดทักษะการโน้มน้าวที่ดีก็อาจจะทำให้ลูกค้าใช้เวลาตัดสินใจนานกว่าเดิม และมีโอกาสพลาดสูง ซึ่งทักษะนี้สามารถฝึกฝนได้จากการฟังความต้องการของอีกฝ่าย ทำความเข้าใจข้อเสนอหรือข้อเรียกร้อง พร้อมคิดหาวิธีการตอบกลับอย่างมีเหตุผลเพื่อโน้มน้าวความคิดของอีกฝ่าย ที่สำคัญต้องสร้างบุคลิกเพื่อเสริมความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการวางตัว ท่าทาง น้ำเสียง และคำพูด
ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
ไม่เฉพาะสายงานอาร์ตเท่านั้นที่ต้องมี แต่ทักษะนี้แฝงอยู่ทุกอาชีพ เพราะความคิดสร้างสรรค์ คือ การสร้างไอเดียใหม่ หรือวิธีการใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนให้ดีกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น อาชีพครูจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบสื่อการเรียนการสอนให้นักเรียนไม่เบื่อ อาชีพการตลาดก็ต้องใช้ในการออกแบบกลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจดึงดูดลูกค้าเป้าหมาย เป็นต้น ทักษะนี้ฝึกฝนได้จากความอยากรู้อยากเห็น นำความรู้ที่ได้ใหม่มาต่อยอดความรู้เดิม เปิดใจกับวิธีการใหม่เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
ทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking)
ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แต่บางข่าวก็ปลอม ดังนั้นหากเรารับสารโดยไม่ไตร่ตรอง คิดวิเคราะห์ เชื่อทุกอย่าง อาจทำให้ส่งต่อข้อมูลที่ผิด ๆ ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาต่อประสิทธิภาพงาน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น การฝึกฝนทักษะนี้ควรเริ่มจากการฝึกกระบวนการคิดจากการตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัย ค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีการจับประเด็นและเรียบเรียงข้อมูล ตีความอย่างมีเหตุผล เพื่อจะได้ประเมินคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
ทักษะการตัดสินใจ (Decision Making)
การตัดสินใจเป็นอะไรที่ต้องทำแทบทุกวัน ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน อย่างการกินข้าวอะไรดี ไปจนถึงการตัดสินใจเรื่องที่ใหญ่ ๆ มีผลกระทบวงกว้าง โดยเฉพาะระดับผู้บริหาร หัวหน้างาน ถ้าบางเรื่องตัดสินใจล่าช้า ตัดสินใจผิดพลาดก็อาจจะทำให้พลาดโอกาสทางธุรกิจ หรือโดนตัดหน้าไปก็ได้ ซึ่งหากอยากตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว สามารถฝึกฝนโดยเริ่มจากการกำหนดขอบเขตการตัดสินใจ ดูว่าใครมีส่วนได้ส่วนเสียนี้บ้าง แล้วหาทางเลือกและทำความเข้าใจ เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียแต่ละทางเลือก นำไปประเมินความเสี่ยง แล้วตัดสินใจ
ทักษะการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน (Complex Problem Solving)
ความไม่ชัดเจนและความไม่แน่นอน เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้เสมอ หากเจอปัญหาหลายอย่างรวมกัน ย่อมทำให้ปัญหาต่าง ๆ มีความซับซ้อนมากขึ้น หากมีทักษะนี้จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกันได้ ทำให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกทักษะนี้เริ่มได้จากการมองภาพรวมของปัญหา ตั้งคำถามเพื่อหาปัญหาและสาเหตุให้เจอ จัดลำดับผลกระทบของปัญหา แล้วคิดหาวิธีแก้ไข และประเมินสถานการณ์ความเป็นไปได้ของทางเลือก
ทักษะการมีทัศนคติเชิงบวก (Positive Attitude)
การมีมุมมองหรือทัศนคติเชิงบวก จะช่วยให้สามารถปรับมุมมองความคิดให้ไม่จมอยู่กับความทุกข์หรือปัญหาเดิม ๆ ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว รวมถึงช่วยเป็นพลังบวกให้กับคนรอบข้าง ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ในองค์กรลดลง สามารถบรรลุเป้าหมายการทำงานได้ง่ายขึ้น การฝึกฝนทักษะนี้ทำได้จากการเริ่มลองปรับมุมมอง มองหาข้อดีของปัญหานั้น ๆ นำความผิดพลาดที่ได้กลับมาเรียนรู้แล้วนำไปเป็นบทเรียน และหาวิธีแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก เลือกเอาตัวเองไปอยู่แต่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ฝึกพูดให้กำลังใจตัวเอง มองเห็นคุณค่าของตัวเอง พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
นอกจาก 10 Soft Skills ทักษะข้างต้นที่ควรมีเพิ่มแล้ว การจะเป็นคนที่องค์กรขาดไม่ได้ และเพื่อสร้างจุดต่างทางด้านธุรกิจ การอัพสกิลด้านการเงินก็เป็นอีกคุณสมบัติที่สำคัญไม่แพ้กัน หากต้องการจะเติบโตและประสบความสำเร็จในยุคนี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว โดยสามารถอัปเดตข้อมูลด้านการเงิน การลงทุน และสภาวะเศรษฐกิจ ผ่านการเข้าร่วมงานสัมมนาการเงินหรือสัมมนาผ่านทางช่องทางออนไลน์ซึ่งก็มีให้เลือกมากมาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานและทำธุรกิจต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญกับกระแสดิสรัปชันกันนั่นเอง
ทางธนาคารกรุงศรีมีทีมที่ปรึกษาทางการเงิน การออม และการลงทุนที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ สามารถปรึกษาผ่านช่องทางฮอตไลน์ได้ที่ 02-296-5959 จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.00 น. - 17.00 น. หรือฝากข้อมูลเพื่อให้
ที่ปรึกษาทางด้านการเงินจาก KRUNGSRI PRIME ติดต่อกลับ