ก่อนเปิดพอร์ตหุ้นต้องรู้อะไรบ้าง
By Krungsri Plearn Plearn
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดอยากจะทำให้เงินที่คุณมีอยู่งอกเงยขึ้นจากการเล่นหุ้น แต่รู้สึกว่า ยาก ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าต้องรู้อะไรบ้างถ้าจะเริ่มเล่นหุ้น เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า การลงทุนในหุ้น เป็นการลงทุนที่ได้ผลกำไรค่อนข้างสูง แต่แน่นอนครับไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ High Risk, High Return ผลตอบแทนที่สูง ก็ตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน ฉะนั้นสำหรับนักลงทุนสำคัญมากที่จะต้องมีความรู้ในเรื่องหุ้นพอสมควร มือใหม่ที่อยากลงทุนในหุ้นจริง ๆ แต่ยังไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลย เราถือว่าคุณมาถูกที่แล้วครับ เราจะมาเริ่มต้นให้คุณเป็นนักลงทุนในหุ้น (แบบ Basic) กัน
ก่อนที่จะเริ่ม...มารู้ก่อนว่าหุ้นคืออะไร “หุ้น” ก็คือ การถือสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของกิจการ หรือที่เรียกง่าย ๆ ก็หุ้นส่วนนั่นแหละ การที่เราไปซื้อหุ้นของกิจการหนึ่งนั้นก็คือ เรามีส่วนเป็นเจ้าของของกิจการนั้น ๆ โดยเราสามารถซื้อ-ขายหุ้นที่ต้องการผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ และเมื่อเราเป็นเจ้าของกิจการนั้นแล้ว ถ้าในปีนั้นบริษัทมีกำไรเขาก็จะแบ่งให้เราในฐานะหุ้นส่วน ซึ่งผลกำไรตรงนี้เรียกว่า “เงินปันผล” (Divided) อีกทางหนึ่งของผลตอบแทนก็คือ “กำไรจากการขายหุ้น” (Capital Gain) นั่นเอง ทำความเข้าใจคร่าว ๆ แล้ว มาเริ่มเปิดพอร์ตหุ้นกัน
จะเริ่มต้นเปิดพอร์ตยังไงดี ?
คำถามแรกที่เกิดขึ้นก่อนเปิดพอร์ตหุ้นคือ เลือกโบรกเกอร์ที่ไหนดี?? การเลือกโบรกเกอร์ขึ้นอยู่กับความชอบของเรา เลยครับ เอาที่เราคุยด้วยแล้วสบายใจ หรือเอาที่เราสะดวกที่จะเข้าไปหาได้ง่าย ๆ ที่สำคัญคือศึกษาข้อตกลงให้ดี ดูก่อนว่ามีขั้นต่ำในการซื้อ-ขายไหม ค่าธรรมเนียนเท่าไหร่เอาที่เรารับได้ เบื้องต้นแนะนำเข้าไปดูลิสต์รายชื่อของโบรกเกอร์ที่ set.or.th ในเว็บมีรายชื่อโบรกเกอร์กว่า 40 บริษัทให้เลือก แล้วโทรไปสอบถามแต่ละที่ดูว่าเราโอเคกับที่ไหนที่สุด
เลือกโบรกเกอร์ได้แล้วก็มาถึงสเต็ปเตรียมเอกสาร เดี๋ยวนี้จริง ๆ หลาย ๆ ที่ทำออนไลน์ได้ แต่เพื่อความชัวร์ ไปที่โบรกเกอร์ หรือแบงค์นั้นไปเลยดีกว่าครับ เชื่อเถอะเสียเวลานิดหน่อย แต่เพื่อความง่ายขึ้นในการกรอกเอกสาร เอกสารที่ต้องเตรียมไปก็คือ
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาหน้าสมุดบัญชีที่จะใช้ผูกกับพอร์ตเพื่อเติมเงิน หรือได้ปันผลก็จะเข้าบัญชีนี้เลย (แนะนำเป็นบัญชีที่ใช้เพื่อการซื้อขายหุ้นโดยเฉพาะ เพื่อการจัดสรรเงินที่ดีนะครับ)
  • หลักฐานการเงินย้อนหลัง 3 เดือน
หลักจากยื่นเอกสารทั้งหมดโบรกเกอร์จะส่ง Username และ Password มาให้เราหลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์
สเต็ปต่อไปคือ รู้จักประเภทในการเปิดบัญชี จริง ๆ แล้ว การเปิดบัญชีหุ้นมีทั้งหมด 3 ประเภท แต่ในที่นี้จะพูดถึงการเปิดบัญชียอดฮิตสำหรับมือใหม่อย่างเราก่อน คือ บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance) มีเท่าไหร่ก็ซื้อเท่านั้น โดยโบรกเกอร์จะหักเงินจากบัญชีเราทันที และ เพื่อความสะดวกแนะนำให้ทำระบบ ATS (Automatic Transfer System) ไปเลยครับ ATS ก็คือระบบที่เราสามารถโอนเงินจากบัญชีที่เราผูกไว้กับพอร์ตหุ้นได้อัตโนมัติ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม แถมง่ายด้วย
ลงทุนหุ้นตัวไหนดี ?
มือใหม่หัดเล่นหุ้นมักจะมีคำถามแบบนี้เกิดขึ้น ผมแนะนำแบบนี้ก่อน ข้อแรก ถามตัวเองก่อนว่าเป้าหมายในการลงทุนครั้งนี้คืออะไร เช่นถือยาวไปเรื่อย ๆ หรือว่า เป็นการซื้อมาขายไปได้เงินก้อน เพื่อจะเอาเงินไปลงทุนต่อยอดอย่างอื่น ข้อสองคือ คุณรับความเสี่ยงได้แค่ไหน การรับความเสี่ยงเป็นปัจจัยในการจัดสรรเงินลงทุน ถ้าคุณเป็นคนรับความเสี่ยงได้น้อย คือขาดทุนจากเงินที่ลงไปประมาณ 10-20% แล้วรู้สึกไม่โอเคแล้ว อาจจะต้องลองจัดเงินที่จะมาลงทุนในหุ้นน้อยหน่อย เพราะการลงทุนในหุ้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการบริษัท ตลาด และเศรษฐกิจ ซึ่งเราคาดเดาได้ยาก แต่ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้ หุ้นก็สามารถทำให้คุณไปถึงเป้าที่ตั้งไว้ได้เหมือนกัน
ทีนี้ควรเลือกตัวไหนดี อย่าติดกับคำที่บอกว่า “เขาบอกว่าหุ้นตัวนี้ดี” ซื้อตาม ๆ กันไป สรุปติดดอย มือใหม่อย่างเราค่อยเป็นค่อยไปใจเย็น ๆ ครับ ลองศึกษาหุ้นตัวที่เราชอบก่อน ลองหาในหลาย ๆ อุตสาหกรรม คิดก่อนว่าปัจจัยหลักในการใช้ชีวิตคนมีอะไรบ้าง แล้วลองเลือกหุ้นจากบริษัทใหญ่ พื้นฐานดี ผลประกอบการ และการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ แนะนำลองดูหุ้นในกลุ่ม SET50 ครับ หุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นจาก 50 บริษัท เป็นกลุ่มที่ถูกคัดเลือกด้วยเงื่อนไขที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดขึ้นมา มีการคัดกรองมาแล้วระดับหนึ่งว่าเป็นหุ้นพื้นฐานดี เหมาะกับมือใหม่อย่างเราครับ ข้อมูลของหุ้นพวกนี้หาได้จากใน set.or.th ได้เลยครับ ในช่วงเริ่มต้นแนะนำเป็นการถือหุ้นแบบระยะยาวไปก่อน แล้วค่อย ๆ ใช้เวลาศึกษาเทคนิค เมื่อมั่นใจว่าเราเข้าใจหุ้นดีแล้ว จึงค่อยลงทุนหุ้นแบบเก็งกำไรระยะสั้น
ต้องมีเงินลงทุนเท่าไหร่
คำตอบก็คือ เท่าไหร่ก็ได้.. อย่างที่บอกว่าเราจัดสรรเงินสำหรับลงทุนของเราไว้เท่าไหร่ ก็มาลงทุนกับหุ้นเท่านั้น รับความเสี่ยงได้น้อย ก็ลงน้อย รับความเสี่ยงได้มาก ก็ลงมากครับ ขึ้นอยู่กับว่าจัดเงินมาลงทุนในหุ้นเท่าไหร่ เพราะแค่ 500 บาทคุณก็ลงทุนในหุ้นได้แล้ว
โดยปกติแล้วการซื้อขายหุ้นไทยจะกำหนดขั้นต่ำที่ 100 หุ้น อ้าว!! ไหนบอกไม่มีขั้นต่ำไง?? เดี๋ยวก่อน...เราไม่จำเป็นต้องซื้อถึง 100 หุ้นก็ได้ครับ เราสามารถซื้อเศษหุ้น หรือที่เรียกว่า Odd Lot ได้ครับ จะเป็นหุ้นหน่วยย่อยที่มีจำนวนตั้งแต่ 1 – 99 หุ้น การซื้อขายเศษหุ้นนี้จะต้องซื้อขายบนกระดานหน่วยย่อย (Odd-Lot Board) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดไว้ให้ ซึ่งสามารถซื้อได้ในแอพ Streaming Pro ได้เลย สมมติว่าคุณมีหุ้นที่ถูกใจแล้ว ราคาตัวละ 20 บาท คุณสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ได้จำนวน 25 หุ้น ในเงินทุนแค่ 500 บาทเท่านั้น เสร็จแล้วก็ปล่อยเงินตรงนี้ทำงานให้เราไปครับ
ไม่ยากเลยกับการเริ่มต้นเล่นหุ้น โอกาสที่คุณจะได้กำไรจากการเล่นหุ้นมีสูงทีเดียวครับ แต่ก็อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนการลงทุน และ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้ยืนยันถึงผลดำเนินงานในอนาคตครับ แต่สิ่งที่ช่วยเราได้คือการศึกษาข้อมูลของสิ่งที่เรากำลังลงทุน อย่าลืมศึกษาเทคนิคแล้วเอามาปรับในแบบของตัวเองด้วย แค่นี้คุณก็เป็นเซียนหุ้นได้ไม่ยาก โชคดีครับ!!
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow