จับเทรนด์ครึ่งปีหลัง 2560 ลงทุนหุ้นและกองทุนสไตล์มนุษย์เงินเดือน
By Maibat
“เวลาหมุนเร็วกว่าที่คิด ชีวิตต้องก้าวตามให้ทัน ทุกคนต้องขยับไปข้างหน้า อย่าหลงลืมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า”เผลอแป๊บเดียวเรากำลังเข้าสู่ครึ่งปีหลังแล้วครับ หลายคนคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อรอโบนัสและโอกาสเลื่อนตำแหน่ง ผมก็ขอเอาใจช่วยให้สมหวัง วันนี้สิ่งที่ผมอยากกระตุกต่อมคิดในเรื่องการลงทุนคือ ติดตามสถานการณ์การลงทุนบ้างและคอยปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม เพราะหลายคนคงยุ่งไม่มีเวลาติดตามการลงทุน ผมจึงถือโอกาสนี้มาอัปเดตสถานการณ์การลงทุนและแนะนำสไตล์การลงทุนที่เหมาะสม แต่การตัดสินใจลงทุนยังไงขึ้นอยู่กับคุณนะครับ
สถานการณ์การลงทุนโดยรวมยังไม่เอื้อเท่าใดนัก ด้านอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่เกิน 3% เล็กน้อย แต่คนค้าขายบ่นว่า ขายของไม่ค่อยดี เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตดีเพียงบางส่วนนำโดยโครงการลงทุนภาครัฐ การส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยว ด้านการขอสินเชื่อจากธนาคารมีความเข้มงวดมากขึ้นโอกาสอนุมัติน้อยลง เนื่องจากหนี้ภาคครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงและหนี้เสียก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้านอสังหาริมทรัพย์ปริมาณมากกว่าความต้องการ (Oversupply) ทั้งการขายและปล่อยเช่า เนื่องจากตลาดมีนักลงทุนมากเกินไปและภาวะดอกเบี้ยต่ำติดต่อกันมานาน ด้านเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความเสี่ยงหลายรูปแบบ ได้แก่ ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีจนอาจเกิดสงคราม สงครามกับกลุ่มก่อการร้าย และการพิมพ์เงินของประเทศมหาอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก (QE) อาจเกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) ในอนาคต
แถมอีกด้านที่เรียกว่า “แชร์ลูกโซ่” หลอกให้คิดว่าเป็นการลงทุน ช่วงนี้มีข่าวคนถูกหลอกเป็นจำนวนมากโดยตั้งธุรกิจขึ้นมาหลอกลวง อย่างเช่น ลงทุนซื้อแพ็กเกจคอร์สสัมมนาเพื่อการเรียนรู้และลงทุน โดยสัญญาว่าจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ในอัตราร้อยละ 30 ต่อเดือน มีผู้เสียหายรวม 40,000 คนทั่วประเทศ มูลค่าความเสียหาย 2,000 ล้านบาท เนื่องจากการลงทุนในระยะแรกมีสมาชิกได้รับผลกำไรตามที่บริษัทโฆษณาจริง (ข้อมูลจากมติชน วันที่ 9 พ.ค. 2560) ดังนั้น โปรดหลีกเลี่ยงการลงทุนที่หลอกลวงโดยเอาผลตอบแทนสูง ๆ มาล่อครับ
จากสถานการณ์การลงทุนที่กล่าวไป ผมขอแนะนำหุ้นและกองทุนตามสไตล์มนุษย์เงินเดือน โดยเรียงจากสิ่งที่แนะนำมากไปน้อย ดังนี้
1
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
เป็นกองทุนที่ช่วยลูกจ้างมีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ โดยเงินมาจากทั้งลูกจ้างและนายจ้าง เงินจากลูกจ้างเรียกว่า “เงินสะสม” ตั้งแต่ 2%-15% ของเงินเดือน เงินจากนายจ้างเรียกว่า “เงินสบทบ” ตั้งแต่ 2%-15% ของเงินเดือน ซึ่งเงื่อนไขนายจ้างเป็นผู้กำหนด ผมคิดว่า หากไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ควรเลือกอัตราสูงสุดที่มีให้เลือก เพราะมีโอกาสได้รับผลตอบแทน 3 ต่อ ข้อแรก เงินสบทบจากนายจ้างซึ่งมักมีข้อกำหนดเรื่องอายุงาน ข้อสอง ผลประโยชน์จากเงินสะสมและเงินสมทบ หากนายจ้างมีแผนการลงทุนให้เลือกก็ควรเลือกให้ดี ข้อสาม ยกเว้นภาษีเงินได้ หากอายุครบ 55 ปี และเป็นสมาชิกกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี กรณีย้ายงานก็สามารถทำเรื่องย้ายไปกองทุนใหม่หรือทำเรื่องคงเงินไว้กองทุนเดิมจนกว่าอายุครบตามเกณฑ์
 
2
กองทุนตราสารหนี้ (Fix Income Fund)
เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ โดยผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงินเล็กน้อย สภาพคล่องช้ากว่าการถอนเงิน 1 วันทำการ และความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงินไม่มากนัก ผมคิดว่า ควรนำเงินที่ตั้งใจจะฝากไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บางส่วน มาเก็บไว้ในกองทุนตราสารหนี้แทน เพราะการเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ในปัจจุบันแทบไม่ได้ดอกเบี้ยเลย
 
3
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ และต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน โดยซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ผมคิดว่า ควรลงทุน LTF ต่อเนื่องทุกปี เพราะผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวจากหุ้นสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ และควรลงทุนสม่ำเสมอแบบ DCA โดยหักเงินจากบัตรเครดิตหรือบัญชีออมทรัพย์เข้าลงทุน LTF ทุกเดือน เพื่อได้ต้นทุนถัวเฉลี่ยไม่สูงเกินไป ช่วงนี้แนะนำสับเปลี่ยนกองทุน LTF จากกองทุนที่ลงทุนหุ้น 100% เป็นไม่เกิน 70% เพื่อลดความเสี่ยง
 
4
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ และต้องถือหน่วยลงทุนจนอายุครบ 55 ปี และลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาทอย่างน้อยปีเว้นปี โดยซื้อ RMF ได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ และเมื่อนำมารวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ผมคิดว่า ควรลงทุนต่อเนื่องทุกปี และแนะนำเลือกกองทุนแบบ Flexible ให้ผู้จัดการกองทุนพิจารณาน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกับตราสารหนี้ตามสถานการณ์
 
5
หุ้นปันผล (Dividend Stock)
เป็นการลงทุนเลือกหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เอง ซึ่งเหมาะกับผู้มีเวลาศึกษาและติดตามการลงทุน ผมคิดว่า มนุษย์เงินเดือนต้องทุ่มเทกับงานประจำ ดังนั้นควรเลือกหุ้นปันผลแล้วถือยาว โดยเป็นหุ้นที่คุณรู้จัก ราคาต่อกำไร (P/E) ไม่สูงจนเกินไป และจ่ายปันผลดี มีโอกาสได้รับผลตอบแทน 3 ต่อ ข้อแรก ส่วนต่างราคาซื้อขาย ข้อสอง เงินปันผล และข้อสาม เครดิตภาษีเงินปันผลนำไปลดหย่อนภาษี
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow