การจัดการความรักและการลงทุนสำหรับวัยรุ่น

By Nani
สำหรับนานิแล้ว การลงทุนเหมือนความรักเสมอ เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินนานิเปรียบการเลือกหุ้นว่าเหมือนกับการเลือกแฟนดีๆ นี่เอง ที่จะต้องมีคุณสมบัติเป็นคนดี หน้าตาดี ฐานะดี ส่วนประเภทของหุ้น ถ้าเปรียบก็เหมือนกับแฟนแต่ละแบบนั่นเอง มีทั้งแฟนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าและมีความมั่นคงหนักแน่นอย่างหุ้นบลูชิพหรือแฟนเพลย์บอยแสนป็อปที่เพิ่งพูดถึงอย่างหุ้นปั่นที่อาจนำมาซึ่งความเร้าใจแต่ก็อาจจะฝากแผลใจที่บาดลึกไว้กับเราอีกนานแสนนาน
วันนี้นานิจะมาพูดถึงการลงทุนครั้งแรก ในหุ้นตัวแรกของวัยรุ่น เพราะว่ารสชาติของประสบการณ์นั้นมันหวานปนขม (Bittersweet) เหมือนกับความรักครั้งแรกไม่มีผิด แต่ถึงแม้จะเคยได้ยินหลายๆ คนพูดว่า ความรักมันเจ็บนะ มันปวดนะเวลาที่ถูกทิ้ง เราทุกคนก็ยังตามหารักแท้อยู่ดี เหมือนกับหุ้นนั่นแหละ แม้จะได้ยินข่าวคนติดดอย คนขาดทุน หรือแม้กระทั่งว่ามีคนเคยถึงขนาดหมดตัวกับตลาดหุ้นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีเม่า มีคนรุ่นใหม่มากมายที่มุ่งหน้าอยากจะเข้ามาเดินบนถนนสายนี้กันอยู่เรื่อยๆ
แต่ที่เป็นแบบนี้นั้นถูกแล้ว อย่าไปกลัว เพราะถ้าเราไม่ลองก็ไม่มีวันรู้ ที่เจ็บๆ ระหว่างทาง บางทีมันอาจจะทำให้เราได้พบรักแท้ หรือหุ้นเปลี่ยนชีวิตในที่สุดก็เป็นได้ แต่ในฐานะที่นานิเคยผ่านมาแล้วทั้งการลงทุนหุ้นตัวแรก และการอกหักจากความรักครั้งแรก นานิจะมาบอกเล่าข้อคิดประกอบกับข้อผิดพลาดที่นักลงทุนและนักรักมือใหม่มักจะทำกัน ผู้อ่านจะได้สามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ จะได้ไม่เจ็บตัวเสียใจกันนะคะ
1. ให้รักคนที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา อย่ารักคนที่เล่นเกม
ถ้าเราต้องคอยห่วงว่า “เอ๊ะ นี่เราตอบเร็วไปหรือเปล่า เขาส่งข้อความมาต้องรอสองชั่วโมงแล้วค่อยตอบ”, “ถ้าบอกรักบ่อยกว่านี้จะทำให้ดูมีค่าน้อยลงไหม” ถ้าเราต้องคอยคิดมาก ต้องคอยแปลคำพูดของเขาอยู่เสมอว่า พูดแบบนี้หมายความว่าอะไรกันแน่ มันไม่ชัดเจน แบบนี้นานิว่าเรารักผิดคนแล้วค่ะ เวลาคบกับคนแบบนี้ เราจะถูกปั่นหัวโดยไม่รู้ตัว ต้องคอยไล่ตามเค้าตลอดเวลา แฟนที่ดีควรจะตรงไปตรงมา รักก็บอกว่ารัก ไม่ใช่คอยมาเล่นเกม เล่นกับความรู้สึกคนอื่นด้วยความไม่ชัดเจน
“ความรักที่ไม่จริงใจ มันก็แค่เกมที่คนรู้วิธีเล่นจะชนะเสมอ และวิธีเดียวที่เราจะรอดก็คือ อย่าลงมาเล่นตั้งแต่แรก เพราะมันเป็นเกมที่คนเล่นอย่างเราเสียเปรียบเสมอ ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นกรรมการที่รู้ทันเกมอยู่ตลอดเวลา จะขยับทางไหน ทำอะไร มันก็เกมของเขา”
หุ้นก็เหมือนกัน หุ้นที่คลุมเครือดูไม่โปร่งใส ทำธุรกิจอะไรก็ไม่รู้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่นั่น อย่าไปยุ่ง อย่าไปเล่นในเกม หรือหุ้นที่มีเจ้ามือคุม เพราะเล่นยังไงเราก็เสียเปรียบค่ะ เจ้ามือจะทุบ จะลาก หุ้นจะขึ้น จะลง เราตามเขาไม่ทันหรอก เพราะเราเป็นแค่ผู้เล่น ที่อีกฝ่ายเป็นกรรมการ ไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่ทันกติกาของเขา (นอกจากคุณจะเซียนจนอ่านเกมกรรมการออก) เพราะมันเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น
จะลงทุนในหุ้นตัวแรกทั้งที ควรเลือกตัวที่ ‘ไม่เล่นเกม’ คือเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจที่ทำเงินได้จริงๆ ไม่ใช่บริษัทที่หาเงินโดยการออกหุ้นเพิ่มทุน ขูดเอาเงินจากผู้ถือหุ้นอยู่ร่ำไป ไม่เคยสร้างเงินกลับมาคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นเลย หุ้นที่ดีควรขึ้นเพราะกำไรมั่นคงเติบโตและแนวโน้มดูดีมีอนาคต
2. อย่าทุ่มสุดตัว
เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยนได้ หุ้นก็เปลี่ยนได้ ต่อให้รักกันมากแค่ไหน ก็ต้องเผื่อใจไว้บ้าง เวลาเราตกหลุมรักใครครั้งแรก เรามักจะเห็นทุกอย่างดีไปหมด มักจะทุ่มลงไปทั้งใจ ถึงได้เรียกว่า ‘ตกหลุม’ รักนั่นเอง เพราะเราทุ่มลงไปเลยทั้งตัว แบบนี้ถ้าเราโชคดีเจอคนดีๆ ก็ดีไป แต่ถ้าเจอคนไม่ดีขึ้นมา คงเจ็บลึก เข็ดไปอีกนาน
หุ้นก็เหมือนกัน เวลาเลือกหุ้นตัวแรก เราอาจจะยังไม่มีประสบการณ์เท่าไหร่ มักจะวิเคราะห์แต่ส่วนดีเสียมากกว่า ว่าหุ้นตัวนี้มีดียังไง เช่น กำไรดูดีนะ P/E ก็ยังดูราคาโอเค พอเห็นแบบนี้อาจจะกระโจนเข้าใส่โดยลืมมองข้อเสียไปว่า บริษัทนั้นอาจจะกำลังมีคู่แข่งใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า หรือมองข้ามจุดอ่อนไปว่า ส่วนใหญ่เขาขายของกันในเมืองนอกนะ เพราะฉะนั้น หากเกิดเหตุการณ์แนวโน้มค่าเงินเปลี่ยน ก็อาจจะแย่ได้ ฯลฯ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ตัวเองตาบอด มองแต่ด้านดี ไม่ว่าจะกับหุ้นหรือกับคนนะคะ และไม่ว่าจะมั่นใจแค่ไหนกับหุ้นที่เราเลือกมา ก็ให้จำไว้ว่าอย่าทุ่มหมดตัว
อย่าลงเงินทั้งหมดกับหุ้นตัวเดียว เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ควรมีแผนสำรองเผื่อทางหนีทีไล่ไว้ให้ดีเสมอ
3. อย่าคิดว่าโลกนี้มีแต่หุ้นตัวนี้ คนคนนี้เท่านั้นที่เหมาะกับเรา
บางคนเลือกแล้วชอบยึดติด เหมือนทั้งๆ ที่รู้แล้วว่าเขาไม่รัก หรือเขาไม่ได้ดีอย่างที่คิด เราก็ยังคิดเสมอว่า ‘แต่เราเกิดมาเพื่อรักคนคนนี้ ถ้าไม่ใช่คนนี้ ชั้นคงรักใครไม่ได้อีก’ ถ้าใครที่กำลังอกหัก ถูกทิ้งจากรักครั้งแรก ให้จำคำนานิไว้เลยว่า ไม่มีใครเกิดมาเพื่อรักใครหรอกค่ะ ตอนนี้เราอาจจะคิดว่าคงรักใครอีกไม่ได้ แต่มันไม่ใช่หรอก เราแค่ยังอยู่ในภาวะลุ่มหลง สักวันหนึ่งมันจะผ่านไป เราจะผ่านมันได้ค่ะ ถ้าเขาไม่รัก ถ้าเขาทิ้ง ถ้าเขาไม่ดี ก็อย่าไปยึดติด ทางข้างหน้ายังมีอีกเยอะค่ะ
หุ้นก็เหมือนกัน วันที่เราเลือก เขาอาจจะดูดีมากๆ แต่ถ้าวันหนึ่งพื้นฐานเขาเปลี่ยน เขาแย่ลง ก็ต้องตัดใจ มือใหม่หลายคนเข้ามา คัทลอสไม่เป็น ยึดติดว่าหุ้นตัวนี้แหละดี เราเลือกมาอย่างดี เลยไม่คัทลอสเสียทีจนราคาดิ่ง พอร์ตระเบิดยับเยิน นานิจะลองยกตัวอย่าง ให้ลองสมมติตัวเองเป็นคนนอกดู ผู้หญิงที่พอรู้ว่าแฟนตัวเองนอกใจและเกเร แล้วเลิกทันที กับคนที่ยอมทนต่อไปเรื่อยๆ แม้จะเสียใจซ้ำๆ ถ้าเป็นเราจะเลือกแบบไหน? นานิคิดว่าคนที่ยอมรับเวลาที่ตัวเองเลือกผิด แล้วรีบแก้ไข คนนั้นต่างหากที่น่านับถือ
แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวนะคะ กับคนดีๆ ที่อาจจะโชคร้ายเจอเหตุการณ์ไม่ดี เช่น แฟนเราทะเยอทะยานและแสนดีเลิศประเสริฐศรี แต่ญาติป่วยหนักจนต้องกู้หนี้ยืมสินมารักษา แบบนี้เราไม่ควรทิ้งเขานะคะ เราควรจะอยู่ให้กำลังใจและยิ่งทุ่มใจไปกับเขา เพื่อช่วยให้เขาสามารถก้าวข้ามผ่านวันแย่ๆ ไปได้ต่างหาก แบบนี้ถึงจะเรียกว่า ‘รักแท้’
ถ้าหุ้นที่เราเลือกเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเข้ามาแล้วราคาลง เราก็ควรมาพิจารณาดู ถ้าบริษัทยังดีอยู่ ผู้บริหารเก่งมีความสามารถและดูแล้วปัญหาน่าจะเป็นปัญหาชั่วคราวเท่านั้น เราก็ไม่ควรขายของดีๆ ทิ้ง เผลอๆ อาจจะควรซื้อเพิ่มด้วยซ้ำ ถ้ารักใครแล้วเราทิ้งเค้ายามที่เค้าเจอมรสุมชีวิต เราอาจจะไม่ได้เจอรักแท้ และถ้าลงทุนหุ้นตัวไหนแล้วขายทิ้งตลอด แม้ราคาลงทั้งๆ ที่ธุรกิจยังดีอยู่ เราก็อาจจะไม่เจอ ‘หุ้นเปลี่ยนชีวิต’ ที่จะสามารถทำกำไรให้เรามากจนพลิกชีวิตให้ร่ำรวยขึ้นมาได้ค่ะ
4. ถ้าบอกให้เธอรอ มันอาจจะฟังดูเห็นแก่ตัว?
ใช่ค่ะ นานิว่าการที่เขามาบอกให้เรารอ มันเห็นแก่ตัว เราก็มีชีวิต มีเส้นทางเดินของตัวเอง ทำไมเราถึงจะต้องเอาเวลาอันมีค่ามาใช้เพื่อรอคนที่เขายังไม่ต้องการเราด้วยใช่ไหมคะ? แต่บางกรณีอาจจะพอรับได้ เช่น เขาขอเวลาสร้างตัว สร้างฐานะให้มั่นคงก่อน โดยมีเป้าหมายและแผนการชัดเจน มีความเป็นไปได้ อันนี้พอยอมรอได้มากกว่าคนที่บอกให้รอ แต่ดูไม่เห็นมีแผน ไม่เห็นมีความตั้งใจหรือพัฒนาการอะไรให้เห็นเลย แบบนี้ต้องโบกมือลาค่ะ
หุ้นหลายตัวที่น่าจะดีในอนาคต อาจจะกลายเป็นหุ้นสามเด้ง ห้าเด้ง สิบเด้งใน 3-5 ปีข้างหน้า แบบนี้ก็น่ารอค่ะ อาจจะคุ้มกว่าการซื้อๆ ขายๆ ที่คอยวิ่งตามอยู่ตลอด เราถือหุ้นดียาวๆ รอให้เขาแสดงศักยภาพออกมา อาจจะส่งผลลัพธ์ออกมาสวยกว่า แต่ถ้าเรารอมาก็นานแล้ว แต่ดูเหตุการณ์และเรื่องราวมันจะออกมาไม่เป็นไปตามแผน และอนาคตเริ่มดูคลุมเครือ บางทีการเลิกรอมันก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าค่ะ เพราะคนดีๆ หุ้นดีๆ มันมีเข้ามาเรื่อยๆ การรอใครซักคนหรือหุ้นสักตัวที่อนาคตยังคลุมเครือนานเกินไป มันจะทำให้เราเสีย Opportunity Cost นั่นก็คือ ค่าเสียโอกาส เพราะเรามัวแต่รอเขา เราอาจจะพลาดโอกาสที่จะได้เจอกับคนดีๆ คนอื่นที่เขาไม่ต้องให้เรารอ และเราอาจจะพลาดโอกาสฟันกำไรงามๆ จากหุ้นดีๆ ตัวอื่นที่กำลังมีเทรนด์เติบโตชัดเจนก็ได้
รักดีๆ หุ้นดีๆ รอได้ แต่ถ้ามีโอกาสที่ดีพอกันผ่านเข้ามา มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะเปลี่ยนใจไปสู่สิ่งที่ดีกว่าและไม่ต้องมานั่งรอนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow