วางแผนการเงิน ฉบับใช้ได้ตลอดชีพ
By Krungsri Guru
วันเวลาผ่านพ้นไปคนทุกคนย่อมมีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เติบโตพร้อมกับอายุของเรานอกจากประสบการณ์ชีวิตแล้วก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" ที่เติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เราเกิดจนเราแก่เฒ่าชราภาพ ดังนั้น การวางแผนการเงินไว้ใช้ตลอดชีพเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อจึงเป็นเรื่องสำคัญ บทความนี้จะแบ่งแนวทางการวางแผนออกเป็นช่วงเวลาของชีวิตดังต่อไปนี้
ช่วงเด็ก

ช่วงที่เราเป็นเด็กเราไม่สามารถหาเงินเองได้ แหล่งรายได้ของเราจะมาจากคุณพ่อคุณแม่หรืออาจจะมีพ่อแม่เก็บไว้ให้บางส่วน ช่วงเวลานี้แม้เราจะไม่ได้หาเงินด้วยตนเอง แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ การใช้จ่ายเงินอย่างรู้คุณค่า การที่เรารู้จักฝึกตัวเองให้รู้คุณค่าของเงินตั้งแต่ยังเด็กจะเป็นรากฐานที่ดีที่ทำให้เรามีวินัยทางการเงิน และไม่เป็นคนล้มเหลวเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ในอนาคตนั่นเอง
ช่วงวัยเรียน

สำหรับช่วงวัยเรียนนั้นเราสามารถมีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง นอกจากรายได้ที่เราได้รับจากพ่อแม่แล้ว อาจจะมีงานพาร์ทไทม์บ้าง เพื่อสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติม งานพาร์ทไทม์แบบดั้งเดิมก็คือ การทำงานแลกเงินตามร้านอาหารต่าง ๆ แต่งานพาร์ทไทม์สมัยใหม่เราสามารถเป็นฟรีแลนซ์ ทำงานออนไลน์ ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ รับถ่ายภาพ รับเขียนบทความ หรือขายของออนไลน์ เป็นต้น เคล็ดลับการวางแผนสำหรับคนวัยนี้ก็คือ การตั้งเป้าหมายเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ยกตัวอย่างเช่น เราอาจตั้งเป้าหมายมีเงินเก็บหลักแสนก่อนเรียนจบ เป็นต้น
ช่วงทำงาน

สำหรับช่วงวัยทำงานถ้าเราวางแผนมาดีตั้งแต่ต้น เราจะมีเงินเก็บเริ่มต้นก้อนหนึ่งที่มันอาจมีค่ามากขึ้น หรืองอกเงยมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ข้อดีของคนวัยทำงานก็คือ การเป็นโสด ยังไม่มีครอบครัวต้องดูแลรับผิดชอบ ทำให้เงินที่หามาได้สามารถนำไปลงทุนได้มากกว่าคนที่มีภาระครอบครัว แนวคิดก็คือ ควรแบ่งเงินอย่างน้อย 20-30% ของรายรับที่เราทำได้มาลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อ นั่นก็คือ การลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ลงทุนในกองทุนรวม ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในหุ้นที่ดี หากเราต้องการผจญภัยหน่อยสามารถลงทุนแบบเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงรูปแบบอื่น ๆ แต่ต้องศึกษามาให้ดีก่อนตัดสินใจการลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงแฝงอยู่เสมอ สำหรับเป้าหมายในวัยทำงานควรตั้งเป็นรูปธรรมเช่นกัน อาจตั้งเป้ามีเงินล้านแรกในช่วงนี้ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
ช่วงมีครอบครัว

เป็นช่วงที่เริ่มมีภาระความรับผิดชอบ มีครอบครัว มีภรรยา มีลูก และอาจจะต้องแบ่งเงินเป็นส่วน ๆ ให้ตนเอง และครอบครัว และพ่อแม่ที่เริ่มอายุมากขึ้น รวมทั้งต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพควบคู่ไปด้วย สำหรับวัยนี้ควรแบ่งเงินออกเป็น 4 ก้อน ได้แก่
  • เงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินก้อนนี้ ได้แก่ เงินสำหรับกินสำหรับใช้ เงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ตัดบัตรเครดิต และอื่น ๆ ควรใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับที่เราทำได้
  • เงินเก็บออมยามฉุกเฉิน เงินส่วนนี้ควรเป็นเงินเย็นเก็บออมไว้สำหรับกรณีที่เราไม่คาดคิด เช่น กรณีต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบฉุกเฉิน การเก็บเงินก้อนนี้เราสามารถเก็บเป็นเงินฝากออมทรัพย์ที่จะนำเงินออกมาได้ไม่ยาก หรือเก็บไว้ในรูปแบบของประกันชีวิตก็สามารถทำได้
  • เงินเก็บเพื่อการศึกษาสำหรับคนที่มีลูก เงินก้อนที่สามที่สำคัญสำหรับครอบครัวที่มีลูกก็คือ เงินสำหรับการศึกษา การศึกษาในสมัยนี้ต้องยอมรับว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก หากเราไม่วางแผนไว้เนิ่น ๆ จะเกิดปัญหาตามมาภายหลังอย่างแน่นอน อย่างน้อยควรมีเงินก้อนเพียงพอสำหรับค่าเลี้ยงดูลูกยามแรกเกิด และค่าเทอมบุตรในช่วงวัยเรียนของเด็ก ๆ
  • ก้อนสุดท้ายเงินสำหรับการลงทุน ในช่วงมีครอบครัวเราไม่สามารถแบ่งเงินไปลงทุนมาก ๆ ได้เหมือนช่วงวัยทำงาน เงินก้อนสุดท้ายนี้จึงควรเป็นเงินที่เหลือเก็บจากเงินสามก้อนแรก และนำมาลงทุนตามแนวทางที่เราถนัด ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์
ช่วงเกษียณ

สำหรับคนในวัยเกษียณอาจจะเป็นการใช้เงินอีกแบบ การใช้เงินของคนวัยนี้ถ้าเราวางแผนมาดีตั้งแต่ต้น เราก็สามารถใช้เงินได้อย่างสุขสบาย แต่ถ้าเราวางแผนมาไม่ดี เราก็จะต้องอยู่อย่างกระเบียดกระเสียร หมายถึง ต้องประหยัดสุดขีด แต่ถ้าเราวางแผนมาดีเราจะมีเงินก้อนส่วนหนึ่งที่สามารถผลิตกระแสเงินสดให้เราได้ใช้จ่าย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเกษียณแล้ววางแผนว่าเราต้องมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 2 หมื่นบาทจะเพียงพอ ในวันที่เราเกษียณเราควรมีสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ 5-10% หรือปีละ 240,000 บาท ถ้าเรามีสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ 5% และต้องการใช้จ่ายได้เดือนละ 20,000 บาท สินทรัพย์นั้นควรมีขนาดประมาณ 4.8 ล้านบาท และถ้าสินทรัพย์นั้นสามารถทำผลตอบแทนได้ 10% สินทรัพย์ที่เราต้องการก็จะมีขนาดราว 2.4 ล้านบาท
หลายท่านอาจคิดว่าจะมีด้วยหรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 5-10% ต่อปีอย่างสม่ำเสมอ ก็ขอตอบว่า “มี” ยกตัวอย่างเช่น หุ้นกู้บางบริษัทให้ผลตอบแทน 4-5% ต่อปี หรือหุ้นสามัญของบริษัทที่มั่นคงจะให้ผลตอบแทน 5% ก็ยังมี แม้แต่การซื้อคอนโดปล่อยเช่า หากเราจ่ายเงินต้นหมดแล้วผลตอบแทนจากการลงทุนจะอยู่ราว 7-10% ต่อปี ขึ้นอยู่กับทำเลที่เราเลือกลงทุนนั่นเอง
สำหรับการวางแผนการเงินที่สามารถใช้ได้ทั้งชีวิตนั้นเป็นเรื่องใหญ่ และมีรายละเอียดมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ “เงินสำรองฉุกเฉิน” ที่เราควรมีไว้เสมอ เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง การใช้ชีวิตที่ไม่ประมาทจะทำให้เราอุ่นใจ และสุขใจได้แม้ยามทำงาน หรือยามที่เราเกษียณไปแล้วนั่นเองครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow