คุ้มกว่ามั้ย? ถ้าเลือกลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
By Plan Your Money
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) ถือว่าเป็นประกันชีวิตรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งในแง่มุมของการออมเงิน การมีทุนประกันชีวิต รวมไปถึงการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วย สำหรับเงื่อนไขประกันชีวิตที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามเกณฑ์ของกรมสรรพากรต้องมีเงื่อนไข ดังนี้
  • เบี้ยประกันชีวิต สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • กรมธรรม์ต้องมีอายุ 10 ปีขึ้นไป
  • เงินคืนระหว่างสัญญาต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันรายปี
  • ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น
ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าการออมเงินกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์นั้นไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่ เนื่องจากผลตอบแทนที่จะได้รับจริง ๆ จากการออมเงินกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์นั้นผลตอบแทนค่อนข้างน้อย โดยทั่วไปแล้วผลตอบแทนรวมโดยเฉลี่ยปัจจุบันก็จะอยู่ที่ประมาณ 1-3% และแนวโน้มก็ยิ่งมีแต่จะลดลงด้วยในอนาคต แต่รู้กันหรือไม่ว่าถ้าเรานำสิทธิในการลดหย่อนภาษีของประกันชีวิตเข้ามาด้วยคุ้มค่ามากกว่าที่เราคิดก็เป็นได้
ก่อนที่เราจะไปดูกันว่าคุ้มค่าอย่างไร เราต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า IRR (Internal rate of return) ซึ่งเป็นวิธีการดูผลตอบแทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยจะมีการนำปัจจัยเรื่องของระยะเวลาทั้งการจ่ายเบี้ยที่เป็นงวดเรื่อย ๆ รวมถึงเงินคืนที่ทยอยคืนเรื่อย ๆ และมีเงินก้อนออกมาในช่วงปีสุดท้ายจะช่วยทำให้เราเห็นผลตอบแทนที่แท้จริง ๆ ได้ ซึ่งถ้าไปดูสูตรการคำนวณจะค่อนข้างซับซ้อนและมีความวุ่นวาย จึงแนะนำว่าถ้าใครอยากคำนวณ IRR สามารถคำนวณได้จากเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มี IRR Calculator หรือคำนวณผ่าน Application ที่เป็นเครื่องคิดเลขการเงินก็สามารถทำได้ โดยการกรอกกระแสเงินสดรับและเงินสดจ่าย เราก็จะเห็นผลตอบแทนที่แท้จริงโดยทันที
ตัวอย่างเช่น กรุงศรีเริ่มง่ายได้ฟินฟิน 16/8 เป็นแบบประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ที่มีการจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลา 8 ปี และความคุ้มครองชีวิต 16 ปี โดยผู้ทำประกันจ่ายเบี้ยขั้นต่ำเพียงเดือนละ 1,000 บาทหรือปีละ 12,000 บาท และจะได้รับเงินคืนทุกสิ้นปีกรมธรรม์ ปีละ 1,500 บาท ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1 ถึง สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 15 รวม 15 ครั้ง และสิ้นปีกรมธรรม์ที่ 16 ในวันครบกำหนดสัญญาจะได้รับเงินคืน 100,000 บาท และแน่นอนว่าผู้ทำประกันจะได้รับความคุ้มครองชีวิต 50,000 บาทตลอดระยะเวลาด้วย ซึ่งถ้าตามรูปแบบการจ่ายเบี้ยและผลตอบแทนลักษณะนี้เมื่อคำนวณ IRR จะมีค่าเท่ากับ 2.25% ต่อปี (สำหรับผู้เอาประกันอายุ 1 เดือน – 50 ปี)
อัตราภาษี
IRR
0% 2.25%
5% 2.xx%
10% 3.xx%
15% 3.xx%
20% 4.xx%
25% 5.xx%
30% 5.xx%
35% 6.xx%
แต่ในกรณีที่มีการนำผลประโยชน์ด้านภาษีเข้ามาคิดคำนวณด้วยจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนที่ได้รับจาก กรุงศรีเริ่มง่ายได้ฟินฟิน 16/8 จะมีค่า IRR ที่สูงขึ้น ซึ่งในกรณีที่ฐานภาษีเราอยู่ที่ระดับ 5% ค่า IRR จะได้เท่ากับ 2.73% แต่มีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สูงสุดที่ฐานภาษีอยู่ที่ระดับ 35% จะมีค่า IRR อยู่ที่ 6.19% ซึ่งถือว่าเป็นระดับผลตอบแทนที่น่าสนใจ ยิ่งเรามีฐานภาษีในระดับที่สูงเท่าไหร่ ความคุ้มค่ากับการออมเงินกับประกันชีวิตก็ยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น
แต่ข้อควรระวังในการซื้อประกันชีวิต คือ เรื่องของ “สภาพคล่อง” เนื่องจากประกันชีวิตถือว่าเป็นสัญญาที่มีภาระผูกพันระยะยาว เราต้องประเมินตัวเองให้มั่นใจว่าเราสามารถจ่ายเบี้ยได้ตลอดจนครบกำหนดสัญญา แล้วถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์อย่างที่ตกลงไว้ตั้งแต่ต้นได้ก็จะทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับลดลงหรืออาจจะถึงขั้นขาดทุนได้ ซึ่งโดยทั่วไปเบี้ยประกันที่จ่ายในแต่ละปีไม่ควรเกิน 10-15% ของรายได้ต่อปี เพื่อป้องกันการขาดสภาพคล่องจนทำให้ไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันต่อได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องไม่ลืมว่าแก่นแท้ในการซื้อประกันชีวิต คือ การบริหารความเสี่ยงและสร้างวินัยการออม ไม่ใช่เรื่องของการลดหย่อนภาษีเท่านั้น ภาษีถือว่าเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ได้รับ แต่ถ้าเราไม่ต้องการบริหารความเสี่ยงและสร้างวินัยการออม ประกันชีวิตก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ก็เป็นได้
ถึงแม้ในหลาย ๆ ครั้ง ประกันชีวิตมักจะถูกนำไปเทียบกับการฝากเงิน เนื่องจากมีผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกัน แต่ในแง่มุมอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องผลตอบแทนแล้ว ประกันชีวิตแตกต่างจากการฝากเงินโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อประกันหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด ๆ อย่าลืมศึกษารายละเอียด เงื่อนไขและข้อจำกัดของการลงทุนนั้น ๆ ให้ดีก่อนทุกครั้งเสมอ เพื่อที่เราจะได้รับประสิทธิประโยชน์สูงสุดของเม็ดเงินที่เราลงไปนั่นเอง
หมายเหตุ
  • ข้อมูลในเอกสารนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ลูกค้าควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความคุ้มครอง ข้อกำหนด เงื่อนไข ข้อยกเว้น และผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัย
  • ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต มิใช่ผลิตภัณฑ์เงินฝาก จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับเงินต้นคืนไม่เต็มจำนวนและไม่ได้รับความคุ้มครองเงินต้น นอกจากนี้ผู้เอาประกันภัยควรชำระเบี้ยประกันภัยให้ตรงตามกำหนดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย รวมทั้งถือกรมธรรม์จนครบกำหนดในกรมธรรม์ ในกรณีที่มีการเวนคืนกรมธรรม์อาจทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับเงินน้อยกว่าเบี้ยประกันภัยที่ชำระมาแล้ว
  • เบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิต สามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ตามกฎเกณฑ์ของกรมสรรพากร ทั้งนี้ หากกรมธรรม์สิ้นผลบังคับก่อนระยะเวา 10 ปี หรือผู้เอาประกันภัยไม่ปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ของกรมสรรพากร ผู้เอาประกันภัยอาจถูกเรียกคืนภาษี
  • ลูกค้าควรทำความเข้าใจในเงื่อนไขและความคุ้มครองแต่ละแบบประกันภัยก่อนตัดสินใจสมัครทำประกันภัย
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายหน้าประกันชีวิต เป็นผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันชีวิตเท่านั้น โดยบริษัทผู้รับประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบในเงื่อนไขความคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านประกันชีวิตหรือแบบประกันชีวิตของผู้เอาประกันภัย กรุณาติดต่อโดยตรงที่ บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต โทร. 1373 หรือ บมจ. ไทยประกันชีวิต โทร. 02-022-1222
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow