ทำงานมาหลายปี ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่

By อภินิหารเงินออม
กิจวัตรประจำวันที่ต้องตื่นแต่เช้ารีบออกไปทำงาน เบียดเสียดกันบนท้องถนนเพื่อจะได้ไปถึงที่ทำงานได้ทันเวลา เมื่อถึงที่ทำงานก็ต้องซื้อของกินรองท้องเพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงในการทำงาน พอเข้าสู่ช่วงกลางวันก็ต้องรีบออกไปทานอาหาร พนักงานพักเที่ยงพร้อมกันทำให้ร้านอาหารมีคนต่อคิวรอเยอะ อดทนได้ก็รอต่อไป ถ้าทนหิวไม่ไหวก็ต้องไปร้านอื่น กินข้าวเสร็จก็เดินออกกำลังกายเบาๆ ย่อยอาหารในตลาดนัดใกล้ที่ทำงาน
"เราทุกคนต้องใช้เงินทุกวันเพื่อใช้ในการดำรงชีพ แต่เรารับเงินเดือนเพียงเดือนละ 1 ครั้ง จะทำอย่างไรให้เงินเดือนที่ได้รับมีพอใช้ในแต่ละเดือนจนกระทั่งมีใช้เหลือเฟือไปตลอดชีวิต"
แม้ว่าเดินเล่นๆ แต่ได้ของกลับมาจริงๆ พร้อมกับคำพูดสั้นๆ ว่า “ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อหรอกนะ เห็นมันลดราคา” ตกเย็นเป็นเวลาเลิกงาน เราก็อยากจะกลับไปใช้เวลาส่วนตัวกับครอบครัวที่บ้าน แต่ว่าพอเลิกงานปุ๊บ ฝนตกปั๊บ ประหนึ่งว่าอยากให้เราพักผ่อนที่ทำงานให้หายเหนื่อย พอกลับถึงบ้านไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้วนอกจากนอนพักเพื่อจะได้มีแรงลุกไปทำงานในวันต่อไป
มนุษย์เงินเดือนทำกิจวัตรแบบนี้แทบทุกวัน ถึงแม้ว่าในแต่ละวันที่เราไปทำงานจะมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นแตกต่างกัน เช่น วันนี้ฝนตกตอนเช้า วันต่อมาตกตอนเย็น รถติดมากโดยไม่รู้สาเหตุ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ภายใต้เหตุการณ์เหล่านี้มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน คือ รายจ่าย เราทุกคนต้องใช้เงินทุกวันเพื่อใช้ในการดำรงชีพ แต่เรารับเงินเดือนเพียงเดือนละ 1 ครั้ง จะทำอย่างไรให้เงินเดือนที่ได้รับมีพอใช้ในแต่ละเดือนจนกระทั่งมีใช้เหลือเฟือไปตลอดชีวิต นี่แหละค่ะ ความสำคัญของการออมเงิน
จากการทำงานวันแรกเป็นน้องใหม่ที่ยังทำอะไรไม่ค่อยเป็น เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนวันนี้กลายเป็นรุ่นพี่ใหญ่ในที่ทำงาน เราเคยสำรวจตัวเองไหมคะว่าทำงานจนป่านนี้ควรจะมีเงินเก็บเท่าไหร่ ลองใช้สูตรนี้ในการคำนวณจะได้รู้ว่าเงินออมที่เราควรจะมีนั้นคือเท่าไหร่
 
สูตรเงินออม = 2 x (อายุปัจจุบัน – อายุเริ่มงาน) x (เงินเดือนปัจจุบัน + เงินเดือนเริ่มงาน)
ตัวอย่างวิธีคำนวณ
คุณศรีทำงานมาตั้งแต่อายุ 22 ปี เงินเดือน 15,000 บาท ตอนนี้อายุ 32 ปี เงินเดือน 40,000 บาท ตอนนี้คุณศรีน่าจะมีเงินเก็บไว้เท่าไหร่
เงินเก็บของคุณศรี = 2 x (32 – 22) x (40,000 + 15,000) = 1,100,000 บาท
เงินจำนวน 1,100,000 บาทนี้ไม่จำต้องอยู่ในรูปเงินสด 100% ควรแบ่งสัดส่วนเก็บไว้ในสินทรัพย์ต่างๆ ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายการออม เช่น
  • สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น บ้าน ที่ดิน สินทรัพย์ให้เช่า
  • สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น สลากออมสิน เงินสด ฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ ตราสารหนี้ กองทุนรวม หุ้น ทองคำ ฯลฯ
ทุกท่านรู้ว่าจะทำอย่างไรให้สร้างรายได้เพิ่มขึ้น แต่จะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าควรใช้เงินอย่างไรให้คุ้มค่าและมีเงินออม สมมติว่าเรามีรายได้ 100 บาท แล้วใช้จ่าย 100 บาท ใช้เงินเท่ากับที่หาได้ถ้าหากวันหนึ่งเกิดเจ็บป่วย จำเป็นต้องใช้เงิน จะมีเงินส่วนไหนมาจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลตัวเองเพราะไม่มีเงินออม ดังนั้น ควรให้ความสำคัญในเรื่องการใช้เงินเท่ากับการสร้างรายได้เพื่อสุขภาพการเงินที่แข็งแรง เมื่อเรารู้แล้วว่าวันนี้ควรมีเงินออมเท่าไหร่ ต่อไปเป็นเรื่องของการลงมือทำจริงเพราะถ้ารับรู้แล้วไม่ลงมือทำจะเหมือนกับว่าเราไม่รู้อะไรเลย
*หมายเหตุ สูตรเงินออมโดยคุณคธาฤทธิ์ สิทธิกูล ผู้บรรยายหลักสูตร CFP ชุดวิชาที่ 1
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow