คุณเหมาะกับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต

By Krungsri Guru
"บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต ทั้งสองบัตรต่างถูกสร้างมาเพื่อให้ใช้แทนเงินสด เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่เจ้าของบัตรในการใช้จ่าย"
ไม่ว่าจะบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต ทั้งสองบัตรต่างถูกสร้างมาเพื่อให้ใช้แทนเงินสด เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่เจ้าของบัตรในการใช้จ่ายเพราะเราสามารถลดการพกพาเงินสด ความแตกต่างที่สำคัญของบัตรสองประเภทนี้ คือ บัตรเครดิตให้อำนาจเราในการใช้เงินก่อน แล้วค่อยจ่ายทีหลัง ในขณะที่ บัตรเดบิต เราต้องชำระเงินทันทีที่มีการใช้จ่าย ว่าแต่ แล้วบัตรประเภทไหน ที่จะเหมาะกับเรามากกว่ากันล่ะ
ใครที่เหมาะกับบัตรเดบิต
  • ผู้ที่เน้นการควบคุมการใช้จ่าย รวมถึงผู้ที่ควบคุมการใช้จ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ และมีแนวโน้มว่าจะใช้เงินเยอะกว่าความสามารถในการชำระหนี้ เพราะทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตจะถูกตัดยอดออกจากบัญชีธนาคารที่ผูกไว้ทันที เราจึงไม่มีโอกาสใช้เงินเกินกว่ายอดเงินที่มีอยู่จริงในบัญชี นอกจากนั้นแล้ว เรายังสามารถกำหนดวงเงินสูงสุดที่จะใช้จ่ายต่อวันได้ เช่น ถึงแม้เราจะมีเงินในบัญชี 100,000 บาท เราสามารถกำหนดวงเงินสูงสุดต่อวันไว้ที่ 5,000 บาท 10,000 บาทขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของธนาคารเจ้าของบัตร วิธีนี้นอกจากจะเป็นการควบคุมค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นการจำกัดความเสียหายกรณีที่บัตรถูกโจรกรรมอีกด้วย
  • ผู้ที่ไม่ชอบความรู้สึกของการเป็นหนี้ หรือผู้ที่ไม่ชอบการมีภาระในการชำระหนี้รายเดือน เพราะการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตไม่มีภาระของการชำระหนี้ ทันทีที่บัตรเดบิตถูกรูดที่จุดชำระเงิน ยอดการใช้จ่ายจะถูกตัดออกจากบัญชีของเราทันที ซึ่งต่างจากบัตรเครดิตที่การใช้จ่ายจะถูกรวมในรอบบัญชี และส่งมาเป็นยอดชำระรายเดือน โดยเราต้องชำระเงินให้ตรงตามกำหนดเวลาเพื่อป้องกันดอกเบี้ยการผิดนัดชำระ
  • ผู้ที่ยังไม่สามารถสมัครบัตรเครดิต คุณสมบัติของผู้สมัครบัตรเดบิตนั้นจะน้อยกว่าการสมัครบัตรเครดิต โดยทั่วไปเพียงแค่ผู้สมัครมีอายุมากกว่า 15 ปี และมีบัญชีออมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารก็สามารถสมัครบัตรเดบิตได้แล้ว ซึ่งแตกต่างกับการสมัครบัตรเครดิต ที่ผู้สมัครจะต้องมีหลักฐานเพื่อแสดงการมีเครดิต เช่น หลักฐานการทำงาน และยังต้องมีเงินเดือนขั้นต่ำสูงกว่าที่ธนาคารเจ้าของบัตรกำหนด ดังนั้น บัตรเดบิตอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ยังไม่ได้ทำงาน นอกเหนือจากถือบัตรเสริมของบัตรเครดิต
  • ผู้ที่ต้องการลดจำนวนบัตรที่ถือโดยใช้บัตรเดบิตแทนบัตร ATM โดยทั่วไป เราไม่ต้องเสียค่าบริการเมื่อใช้บัตรเดบิตกดเงินสดผ่านตู้ ATM ของธนาคารเจ้าของบัตร แต่อาจมีข้อกำหนดของจำนวนครั้งในการใช้บริการภายในหนึ่งเดือน หรืออาจมีค่าธรรมเนียมจากการใช้บริการจากตู้ของต่างธนาคาร ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ จะแตกต่างกันไปในแต่ละบัตร แต่ละธนาคารอย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมในการกดเงินสดผ่านบัตรเดบิตจะน้อยกว่าการกดเงินสดผ่านบัตรเครดิตที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียม เช่น 3% ของจำนวนเงินที่กดในแต่ละครั้ง
ใครที่เหมาะกับบัตรเครดิต
 

"ผู้ถือบัตรเครดิตพึงระลึกอยู่เสมอว่า การใช้จ่ายของเราต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ในแต่ละเดือน ไม่ใช่ใช้จ่ายตามวงเงินที่ได้รับ"

  • ผู้ที่มีวินัยในการใช้จ่ายด้วยตัวเอง บัตรเครดิตให้ความสามารถในการเป็นลูกหนี้ โดยเรายืมเงินจากธนาคารเจ้าของบัตรมาใช้ก่อน แล้วชำระหนี้เมื่อครบเวลา 1 รอบบัญชีหรือระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ธนาคารเจ้าของบัตรจะพิจารณารายได้ของลูกหนี้ เพื่อกำหนดวงเงินของบัตรที่สามารถใช้จ่ายได้ในแต่ละรอบบัญชี ซึ่งผู้ถือบัตรอาจขอเพิ่มวงเงินชั่วคราวได้ จะเห็นได้ว่า บัตรเครดิตเปิดโอกาสให้เราเป็นหนี้ได้ง่ายหากไม่ระวัง เช่น บางบัตรเครดิตให้วงเงินสูงสุดถึง 5 เท่าของเงินเดือน ดังนั้นผู้ถือบัตรเครดิตพึงระลึกอยู่เสมอว่า การใช้จ่ายของเราต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ในแต่ละเดือน ไม่ใช่ใช้จ่ายตามวงเงินที่ได้รับ
  • ผู้ที่มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัท หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้เข้าบัญชีตรงตามวันที่แน่นอน นอกจากการที่มีรายได้ที่แน่นอนในแต่ละเดือนเป็นคุณสมบัติสำคัญของการสมัครบัตรเครดิตเล้ว เราอาจตัดปัญหาการผิดนัดชำระค่าบัตรเครดิต โดยใช้การตัดบัญชีอัตโนมัติหลังจากวันที่เงินเดือนโอนเข้าธนาคารผู้ที่ต้องการบริหารค่าใช้จ่ายด้วยประโยชน์จากเครดิต เพราะการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีการกำหนดวันในการชำระเงินล่วงหน้าไว้อย่างชัดเจน ทำให้เราสามารถบริหารกระแสเงินสดระหว่างเดือน รู้ว่าเงินเข้าวันไหน และเงินจะออกวันไหน นอกจากนี้ ด้วยการที่บัตรเครดิตเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ ดังนั้นในกรณีฉุกเฉินที่เรามีความจำเป็นในการใช้จ่ายทันทีด้วยยอดเงินที่สูงกว่าเงินสดที่มีในปัจจุบัน เราก็สามารถชำระค่าสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิตไปก่อนได้ แต่อย่าลืมว่า ก่อนการใช้จ่ายทุกครั้ง เราควรมั่นใจว่า เราจะมีเงินเพียงพอที่จะชำระเต็มยอดในวันที่ครบกำหนดชำระหนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหนี้บัตรเครดิตในเดือนต่อ ๆ ไป ซึ่งหากเป็นบัตรเดบิต เราจำเป็นที่จะต้องมียอดเงินในบัญชีที่ไม่น้อยกว่ายอดเงินที่ต้องการใช้ ณ เวลานั้น
  • ผู้ที่ซื้อของบน Internet เพราะร้านค้า online ทั้งในและต่างประเทศส่วนมากจะรับบัตรเครดิตที่มีตราสัญลักษณ์ Visa หรือ MasterCard ในขณะที่บางธนาคารยังไม่รองรับการใช้งานบัตรเดบิตบน Internet หรืออาจใช้งานได้กับบาง website ภายในประเทศเท่านั้น
ปัจจุบันนี้ สิทธิประโยชน์ที่ได้จากบัตรเดบิต เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มจะเทียบเท่าบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็น การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี ส่วนลดจากร้านค้า หรือการสะสมแต้ม ดังนั้น การตัดสินใจว่าจะเลือกใช้บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตควรจะพิจารณาจากนิสัยการใช้จ่ายของตัวเราเองเป็นสำคัญ ประกอบกับข้อจำกัดดังที่กล่าวมาข้างต้น
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow