หน้าหลัก Plearn เพลิน > Business > SME > 5 ปัญหาที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเจอ และวิธีการรับมือ
0 Share
0

แม้ว่าการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จะได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อยจากผู้ประกอบการยุคปัจจุบัน ที่มีข้อดีในเรื่องของความสะดวกในการซื้อ-ขาย ประหยัดต้นทุนเมื่อเทียบกับการมีหน้าร้าน รวมถึงสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า แต่อีกด้านหนึ่งการขายของออนไลน์ก็มีอุปสรรคอยู่ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน และอาจเป็นดาบสองคมให้กับธุรกิจได้เหมือนกัน หากมีการบริหารจัดการไม่ดีพอ

โดยในบทความนี้เราจะมาพูดถึง 5 ปัญหาที่คนขายของออนไลน์มักพบเจอบ่อยและวิธีการรับมือ ซึ่งจะตรงกับที่ผู้ประกอบการพบเจออยู่หรือไม่ มาดูกัน

1. ไม่ได้วิเคราะห์ตลาด

หลายคนมักมองว่าการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ๆ ใครก็สามารถทำได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเลย เพราะการขายของออนไลน์ก็คล้ายกับการทำธุรกิจทั่วไปที่ต้องมี “การวิเคราะห์ตลาด” ว่าสินค้าของเรามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน แต่ผู้ประกอบการหลายรายมักมองข้ามในเรื่องนี้ แล้วกระโดดลงมาดำเนินการเลย ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือเจ็บตัวไปตาม ๆ กัน

ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาในเรื่องนี้ผู้ประกอบการควรมีแผนการดำเนินงาน หรือสร้างกลยุทธ์ วิเคราะห์ออกมาว่าธุรกิจเรามีจุดเด่น-จุดอ่อนตรงไหนเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง รวมถึงคิดเรื่องการทำการตลาด การใช้ช่องทางในการสื่อสาร ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค การทำโปรโมชั่น เพื่อสร้างการรับรู้ที่มีต่อสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

2. การส่งสินค้าไม่เป็นระบบ

“การจัดส่งสินค้า” ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องตกม้าตายมาแล้วนับไม่ถ้วน ด้วยความที่การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์หากผู้ประกอบการไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มที่เป็นมาร์เก็ตเพลส แต่เป็นการซื้อ-ขายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Line ซึ่งไม่ได้มีบริการจัดเก็บข้อมูล นั่นหมายความว่าทุกออเดอร์สินค้าที่เข้ามาผู้ประกอบการต้องเป็นคนบันทึกข้อมูลของลูกค้าแต่ละราย ลองนึกภาพดูในวันที่มีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเป็นจำนวนมากจะวุ่นวายกันขนาดไหน เมื่อมีการบริหารจัดการไม่ดี เก็บข้อมูลไม่เป็นระบบ ย่อมเกิดข้อผิดพลาดเวลาจัดส่งสินค้าได้ ไม่ว่าจะเป็น ส่งสินค้าให้ลูกค้าผิดคน ส่งสินค้าไม่ตรงตามที่ลูกค้าสั่ง
 
5 ปัญหาที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเจอ และวิธีการรับมือ

สำหรับผู้ประกอบการสามารถรับมือกับปัญหานี้ได้ คือหาคนมารับผิดชอบโดยทำหน้าที่เป็นผู้จัดเก็บข้อมูลของลูกค้าผ่านโปรแกรม Microsoft Office เช่น Excel หรืออาจจะลงทุนกับแพลตฟอร์มที่ให้บริการเรื่องจัดการดูแลออเดอร์สินค้า ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากกับการทำธุรกิจออนไลน์ในอนาคต รวมถึงเป็นการรองรับขยายตัวของธุรกิจในระยะยาวต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีในเรื่องที่เหนือการควบคุมที่เป็นปัญหาเวลาส่งสินค้า คือสินค้าอาจเกิดการชำรุดจากการขนส่งก่อนไปถึงมือลูกค้า โดยผู้ประกอบการสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาด้วยการตรวจเช็กสินค้าทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจมีสภาพพร้อมส่ง 100% หรือไม่ รวมถึงหาวัสดุกันกระแทกเข้ามาช่วยในการขนส่ง เช่น เศษกระดาษ บับเบิล กระดาษลูกฟูก ห่อหุ้มไปกับสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจสินค้าจะส่งไปถึงมือลูกค้าแบบสมบูรณ์ ไม่เกิดการชำรุด

3. ไม่อัปเดตสินค้าแบบ Real time

ลองนึกภาพหากเราเป็นลูกค้าคงเสียความรู้สึกไม่น้อย เมื่อสั่งซื้อสินค้าไปแล้ว ต่อมาได้รับการแจ้งเตือนว่า “สินค้าหมดสต็อก” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความผิดพลาดของผู้ประกอบการที่ไม่ได้เช็กจำนวนสินค้าที่มีอยู่ในคลัง จึงทำให้เสียโอกาสที่จะสร้างรายได้ ยิ่งไปกว่านั้นในเวลาซื้อสินค้าครั้งต่อไปมุมมองที่มีต่อแบรนด์ก็อาจไม่เหมือนเดิม และเกิดการเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ ที่ขายสินค้าใกล้เคียงกัน

สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เพียงแค่ผู้ประกอบการหมั่นอัปเดตข้อมูลของสินค้าอยู่เรื่อย ๆ หรืออาจจะทำตารางสรุปข้อมูลในรอบ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ดูว่ามีสินค้าอะไรบ้างที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าเพื่อวางแผนว่าสินค้ามีความเสี่ยงที่จะขาดตลาดหรือไม่ เมื่อสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ รู้ว่าสินค้าชนิดนี้มีความต้องการของลูกค้าสูง ก็จะสั่งเข้ามาเพิ่มได้ทันที ไม่ต้องรอให้สินค้าหมดก่อน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจใช้วิธีการพรีออเดอร์ ซึ่งไม่มีความเสี่ยงที่สินค้าจะหมดสต็อก เพราะรู้ตัวเลขจำนวนสินค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อโดยตรง

4. ไม่มีบริการหลังการขาย

ผู้ประกอบการอาจจะคิดว่าการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ขอแค่มีการสั่งซื้อ-โอนเงิน-ส่งสินค้าเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ จึงทำให้บริการหลังการขายถูกละเลยไป แต่อีกด้านหนึ่งก็มีกลุ่มลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่มองหา “บริการหลังการขาย” เช่น การรับประกัน การรับคืนหรือเปลี่ยนสินค้า ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งต้องเข้าใจว่าการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์นั้นลูกค้าไม่สามารถเห็นสินค้าจริง เช่น เสื้อผ้า มีโอกาสที่สินค้าจะผิดไซส์ ไม่พอดีกับตัว การผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ ดังนั้น บริการหลังการขายจะเป็นตัวช่วยที่ให้ลูกค้าเกิดความอุ่นใจ มีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ และไม่ลังเลที่ซื้อ

ด้านผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากบริการหลังการขายสร้างตัวตนให้กับแบรนด์ควบคู่ไปกับการทำการตลาด เช่น การสอบถามลูกค้าว่าได้รับสินค้าหรือยัง พร้อมให้ถ่ายรูปคู่กับสินค้าพร้อมกับติดแท็กของแบรนด์ผ่าน Facebook และ Instagram โดยมอบส่วนลดเมื่อมีการสั่งซื้อครั้งต่อไป ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ขยายออกไปในวงกว้าง

5. ถูกตัดราคาจากคู่แข่ง

ปัญหาการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ไม่จบแค่นี้ แต่ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องพบเจอบ่อย ๆ คือ “การตัดราคาสินค้าจากคู่แข่ง” โดยลูกค้ามักจะนำมาเปรียบเทียบจากหลาย ๆ แบรนด์ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความใกล้เคียงกัน เช่น เสื้อผ้า รองเท้าซึ่งอาจมีการตัดราคาเกิดขึ้นเพื่อแย่งชิงลูกค้า
 
5 ปัญหาที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเจอ และวิธีการรับมือ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการอาจไม่ต้องลดราคาตาม แต่เปลี่ยนเป็นสร้างจุดเด่นของสินค้าขึ้นมา เพราะการกำหนดราคาต้องมีความสอดคล้อง และเหมาะสมกับคุณภาพกับวัตถุดิบที่นำมาผลิตสินค้า โดยใช้วิธีบอกเล่าที่มาที่ไปของสินค้าวัตถุดิบ-กระบวนการผลิต เพื่อสร้างความมั่นใจสินค้าที่เลือกซื้อไปมีความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เรื่องที่ผู้ประกอบการควรตระหนักถึงเป็นอย่างมากเวลาขายของออนไลน์ คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ทำทุกกระบวนการตั้งแต่สั่งซื้อสินค้าไปจนถึงจัดส่งสินค้าอย่างเป็นมืออาชีพ และพยายามจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด สุดท้ายผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะตกอยู่กับผู้ประกอบการ เมื่อลูกค้าประทับใจสินค้าก็จะถูกพูดถึง รีวิวออกมาให้ทิศทางบวก เช่นเดียวกันหากแบรนด์พูดถึงในทิศทางลบ ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากที่จะกู้คืนภาพลักษณ์กลับมา

และเตรียมพบกับตอนสุดท้ายในเรื่องของธุรกิจออนไลน์ในยุค New normal จะเป็นอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน รอติดตามเลย
 
ติดตามตอนต่อไป Seamless ของธุรกิจออนไลน์ในยุค New Normal กับการจ่ายผ่าน e-Payment
Powered By