หน้าหลัก Plearn เพลิน > Guru Financial > Investment > ประกันภัยทำไมต้องมี เมื่อไหร่ที่ควรมี
0 Share
0

ทุกวันนี้คนเราต้องเจอกับความเสี่ยงภัยในรูปแบบต่างๆ กันมากขึ้น ไม่ว่าจะภัยจากโรคภัยไข้เจ็บที่นับวันจะแปลกมากขึ้น เพราะมลพิษที่มนุษย์เราสร้างขึ้นกันอย่างไม่หยุดหย่อน ไหนจะภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน เนื่องจากรถรามีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมาย หรือภัยจากธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เนปาลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ เพื่อนๆ คงเห็นว่าชีวิตคนเรานี้มีความไม่แน่นอนเลยนะครับ เพื่อนๆ คงอยากมีอะไรที่ช่วยลดความไม่แน่นอนของชีวิตกันใช่ไหมครับ ผมจึงอยากขอแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักคำว่า “ประกันภัย”


การประกันภัย คือ การบริหารความเสี่ยงภัยวิธีหนึ่ง ซึ่งจะโอนความเสี่ยงภัยของผู้เอาประกันภัยไปสู่บริษัทประกันภัย เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้รับความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย โดยที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องเสียเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันภัยตามที่ได้ตกลงกันไว้ โดยการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยจะจ่ายในจำนวนที่เล็กน้อย เมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องเสียเงินเยอะในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นจริง โดยบริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายแทน การประกันภัยไม่ได้เป็นการทำให้ความเสี่ยงหรืออุบัติเหตุหายไป แต่การประกันภัยจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้านการเงิน หรือถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพ การประกันภัย ก็คือแผนเฉลี่ยความเสี่ยงภัยร่วมกัน โดยบุคคลจำนวนหนึ่งตกลงกันว่า หากบุคคลในกลุ่มนั้นได้รับการสูญเสียเนื่องจากภัยที่กำหนดไว้ ทุกๆ คนในกลุ่มจะเฉลี่ยค่าสูญเสียให้แก่ผู้ประสบภัย

รูปแบบการประกันภัย แบ่งออกเป็นสองแบบหลักๆ ครับ ได้แก่

1. การประกันชีวิต (Life Insurance)

การประกันชีวิต หมายรวมถึง การสร้างหลักประกันให้แก่บุคคลที่อยู่ในอุปการะของเราและแก่ตัวเราเอง เป็นการประกันต่อความสูญเสีย เสียหายอันจะเกิดแก่บุคคล หรือกลุ่มบุคคล โดยสัญญาจักชดเชยเมื่อมีการเสียชีวิต และอาจมีความคุ้มครองอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การประกันอุบัติเหตุและสูญเสียอวัยวะ การประกันกรณีทุพพลภาพ หรือการประกันสุขภาพ เพราะเมื่อบริษัทได้รับใบคำขอทำประกันชีวิตและเบี้ยประกันของผู้เอาประกันแล้ว และถ้าบริษัทตกลงรับประกันชีวิต บริษัทจะออกกรมธรรม์ให้ ซึ่งถือเป็นสัญญาที่บริษัทประกันสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้กับผู้รับประโยชน์หรือผู้เอาประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์นั้น อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ซื้อประกันชีวิตเพราะคนเราต้องเสียชีวิตเพียงอย่างเดียวแต่วัตถุประสงค์หลักของการซื้อประกันชีวิตก็เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้รายได้ของเราสูญสิ้นไป โดยเฉพาะในยามที่เราเสียชีวิตไปก่อนเวลาอันควร และหากยังมีชีวิตอยู่ เมื่อพ้นระยะเวลาที่สามารถทำงานได้ ก็ยังได้รับความคุ้มครองด้วยเช่นกัน

2. การประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance)

หมายถึง การที่ผู้รับประกันภัยทำสัญญายินยอมที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือชดใช้เงินจำนวนหนึ่งในกรณีที่เกิดความเสียหายเกี่ยวกับที่เอาประกันภัย โดยที่ผู้เอาประกันภัยตกลงจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัย โดยการประกันวินาศภัยมีประโยชน์ในการคุ้มครองทรัพย์สิน และกิจการของผู้เอาประกันภัย ซึ่งการประกันวินาศภัยแบ่งออกเป็นสี่ประเภท คือ
  • การประกันอัคคีภัย (Fire Insurance)
  • การประกันภัยรถยนต์ (Motor Insurance)
  • การประกันภัยทางทะเล (Marine Insurance)
  • การประกันเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous/Casualty Insurance)
(อ่านบทความ 5 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิต)
 
ประโยชน์อันมากมายของการประกันภัย


ยกตัวอย่างเช่น
  • เป็นการให้หลักประกันต่อบุคคลและครอบครัวของผู้เอาประกันภัยเมื่อมีบุคคลในครอบครัวเสียชีวิตไป เช่น กรณีการประกันชีวิต เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต ทายาทหรือผู้รับประโยชน์ก็จะได้รับเงินประกันภัย
  • เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายนั้นจากผู้รับประกันภัย
  • ช่วยปลูกฝังให้เกิดนิสัยการประหยัดและการออมทรัพย์ ซึ่งการออมทำให้มีเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ยามชรา
  • สามารถนำไปลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดา
  • ช่วยให้เกิดความมั่นคงในการประกอบธุรกิจ ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น
  • ช่วยในการขยายเครดิต ลดความเสี่ยงของผู้ให้กู้จากหนี้สูญ คือ ถ้านักธุรกิจจะกู้เงินจากธนาคาร ต้องทำประกันชีวิตเท่ากับจำนวนเงินที่ต้องการกู้ ถ้าผู้กู้เกิดเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ธนาคารก็จะสามารถเรียกเงินกู้คืนได้ เพราะมีหลักประกันว่าจะได้รับชดใช้คืน
  • ช่วยสร้างความมั่นคงในสังคม ทำให้สังคมมีหลักประกันความปลอดภัย มีความมั่นใจว่าเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้วตนก็จะได้รับการชดใช้
  • ช่วยให้มีการระดมทุน เพื่อพัฒนาประเทศ เพราะบริษัทประกันภัยเป็นสถาบันหนึ่งในหลายสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ การประกันภัยจึงช่วยให้มีการระดมทุน
 
ประกันภัยทำไมต้องมี?


จากประโยชน์อันมากมายของการประกันภัยที่ผมยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น เพื่อนๆ คงเห็นความสำคัญของการประกันภัยใช่ไหมครับ เพราะความเสี่ยงภัยต่าง ๆ อาจจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ไม่มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า อุบัติเหตุต่างๆ จะเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่ว่ากับตัวเองหรือแม้แต่คนที่เรารัก การทำประกันภัยจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้อุดรอยรั่วของเงินในกระเป๋าของเราไม่ให้รั่วไหล ช่วยลดปัญหาที่ตามมาจากความเสี่ยงภัยต่างๆ ให้น้อยที่สุดได้ โดยถ้าความเสี่ยงภัยหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดนั้นมาถึง เมื่อทำประกันภัยไว้ เราก็จะมีบริษัทประกันภัยมาช่วยดูแล ชดใช้ค่าเสียหายให้
 
ประกันภัยควรทำเมื่อไหร่ดี?


การทำประกันภัยก็เปรียบเสมือนร่ม เพราะเวลาที่ฝนไม่ตก การพกร่มไว้ก็อาจดูจะเป็นภาระ เกะกะ ไม่คล่องตัว แต่เมื่อเวลาฝนตกหรือมีพายุลมแรง การมีร่มไว้ก็สามารถป้องกันไม่ให้เราเปียกฝนได้นะครับ การทำประกันภัยจึงจำเป็นที่จะต้องซื้อก่อนที่จะใช้ หรือเพื่อมีไว้ก่อนยามฉุกเฉิน หากแต่เมื่อยามจำเป็นนั้นมาถึง เช่น กรณีเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุที่เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อเพื่อนๆ ทำประกันภัยไว้ ก็จะมีเงินสำรองไว้สำหรับภาวะฉุกเฉินได้ทันท่วงทีครับ ถ้าเพื่อนๆ สนใจที่จะทำประกันภัยแต่ยังไม่มีข้อมูลว่าควรทำประกันภัยแบบไหนที่เหมาะกับเราดี ควรหาข้อมูลและศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับประกันภัยที่ครอบคลุมทั้งประกันชีวิต ประกันวินาศภัยประเภทต่างๆ หรือผลประโยชน์ด้านต่างๆ ให้ละเอียดเพื่อเป็นเหตุผลประกอบการตัดสินใจทำประกันภัยนะครับ

(ศึกษาข้อมูลการทำประกันภัยเพิ่มเติม)
 
Powered By