หน้าหลัก Plearn เพลิน > Lifestyle > Living > อาการ “burnout” มาจากไหนกันแน่
0 Share
0

อาการหมดไฟ รู้สึกเหนื่อยหน่าย (ที่ทำอยู่แล้ว) ไม่อยากทำงาน หรือที่เราเรียกกันว่า “burnout” นั้น เป็นอาการที่เริ่มถูกพูดถึงในบ้านเรากันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และแน่นอนว่าอาการของการ burnout นั้น ไม่ว่าจะมองจากมุมของเจ้านายหรือ ลูกน้องก็ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นทั้งนั้น เพราะเรื่องนี้นอกจากจะส่งผลต่อคนที่ burnout โดยตรงแล้ว ยังส่งผลต่อความ productive ของทีมในภาพรวมอีกด้วย


และเมื่อพูดถึงเรื่องของการ burnout หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะได้รับบ่อย ๆ ก็คือ “จะทำอย่างไรไม่ให้ตัวเอง burnout” หรือ “คนในทีม burnout ควรทำอย่างไรดี” แน่นอนการหาทางแก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ก่อนที่เราจะแก้ไขได้ผมว่าเราควรที่จะรู้และเข้าใจถึงต้นเหตุจริง ๆ ของมันซะก่อน และในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุของอาการ burnout ทั้งที่เกิดจากตัวเราเอง และที่เกิดจากปัจจัยอื่น ๆ โดยในบทความนี้จะขอหยิบยกข้อมูล Research ที่น่าสนใจจาก hbr.org, researchgate.net และ Gallup บวกกับประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ทั้งในฐานะของหัวหน้า และคนทำงาน เพื่อมาเล่าสู่กันฟังครับ ว่าอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุที่อาจจะนำไปสู่อาการ “Burnout”

หลายครั้ง burnout ก็มีต้นเหตุมาจากสภาพแวดล้อมที่ทำงาน


เมื่อนึกถึงอาการ burnout คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาส่วนบุคคล ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราไประบายให้เพื่อนร่วมงาน หรือคนรอบข้างฟังว่า... ช่วงนี้เรารู้สึกว่าตัวเองกำลัง burnout ไม่อยากทำงาน เหนื่อยหน่ายกับงานที่ทำอยู่เหลือเกิน คำตอบที่คนทั่วไปมักจะได้รับ คือ ลองไปออกกำลังกายดูสิ, ไปเที่ยวดูบ้าง, เข้าคลาสโยคะหน่อยไหม, ลาไปพักผ่อนสักหน่อยก็ดีนะ หรืออาจจะแนะนำคอร์สเกี่ยวกับสมาธิและจิตใจมาให้เราลองไปเข้าดูสักครั้ง

แน่นอนคำแนะนำต่าง ๆ เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน แต่บ่อยครั้งมันก็ไม่ได้ผลในระยะยาว เพราะอาการ burnout นั้นมีสาเหตุมาจาก "สถานที่ทำงาน"

จากข้อมูลผลสำรวจพนักงานประจำกว่า 7,500 คน ที่ทาง Gallup ได้ไปทำการสำรวจมา พบว่าคนทำงานส่วนใหญ่ มักจะมีปัจจัยหลัก ๆ 5 ข้อ ที่มักจะนำไปสู่การ burnout ในที่สุด
  1. Unfair treatment at work: การเลือกปฏิบัติ หรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในที่ทำงาน ทั้งที่เกิดขึ้นจริง ๆ และเกิดจากความรู้สึก (คือความจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่ผู้ทำงานรู้สึกไปเอง)
  2. Unmanageable workload: ไม่สามารถบริหารจัดการกับงานที่ทำได้ หรือมีปริมาณงานที่เยอะเกินไป
  3. Lack of role clarity: บทบาทที่ไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรกันแน่
  4. Lack of communication and support from their manager: ขาดการสื่อสารที่ชัดเจน และการสนับสนุนจากหัวหน้าหรือผู้จัดการ
  5. Unreasonable time pressure: ความกดดันเรื่องเวลาแบบไม่สมเหตุสมผล (การกำหนด deadline ที่เป็นไปไม่ได้)
สำหรับใครที่เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหาร อาจจะต้องคิดเรื่องนี้ให้เยอะ ๆ นะครับ หันกลับมาทบทวนดูว่า เรากำลังสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่กำลังทำให้ทีมเรา burnout อยู่หรือเปล่า ถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาในฐานะของผู้นำว่า “อะไรที่ทำให้ทีมงานของเรา unhealthy” เพราะอะไรสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ถึงไม่เอื้อให้เกิดการทำงานที่ดีได้ เราจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัย รู้สึกดีที่จะมาทำงานทุกวันได้อย่างไร

ต้นเหตุ และวิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิด burnout ในมุมของ “คนทำงาน”


เมื่อเราพูดถึงมุมที่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมการทำงาน ฝั่งคนทำงานเองก็อาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องยาก (หรือบางทีรู้สึกว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย) ที่จะไปกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงนโยบาย, วัฒนธรรม หรือรูปแบบการทำงานของหัวหน้า หรือตัวผู้บริหารได้

แต่ข่าวดีคือหลายสาเหตุของการ burnout เราสามารถแก้ไขได้จากตัวเรา แต่ถ้ามันปรับไม่ได้จริง ๆ อย่างน้อยก็จะได้เก็บเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่า เราจะไปต่อกับงานที่ทำอยู่ปัจจุบันดีไหม

ในปี 1999 มีงาน Research ที่น่าสนใจมากของศาสตราจารย์ Michael P. Leiter และศาสตราจารย์ Christina Maslach ที่ได้กล่าวถึง 6 ปัจจัยสำคัญที่อาจจะเป็นต้นตอของการเกิดอาการ burnout ในคนทำงาน

1. Workload: ภาระงานที่มากเกินไป

โดยปกติแล้วถ้าหากเราได้ทำงานที่เหมาะสมกับ Capacity ของเรา สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี มีโอกาสที่จะได้พักผ่อนเพื่อที่จะ Restore (ฟื้นฟู) ตัวเอง ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ซึ่งก็ฟังดูเป็นเรื่องที่ดี

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ปริมาณงานของเรามันเยอะเกินไป โอกาสที่เราจะได้ Restore ตัวเองก็จะหายไป และยิ่งหากเราไม่สามารถจัดการกับงานที่ถาโถมเข้ามาได้ ก็จะทำให้เราเกิดความเครียด และนำไปสู่การ burnout ในที่สุด

ในการแก้ปัญหาเรื่อง workload เราควรที่จะเริ่มจากการประเมินตัวเองก่อนว่า เราได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน
  1. การวางแผนงาน
  2. การจัดลำดับความสำคัญของงาน
  3. การมอบหมายงาน
  4. รู้จักที่จะ “ปฏิเสธ” อย่างมีเหตุผล
  5. ลดความเป็น “Perfectionism” ลง หากคุณไม่เคยพยายามพัฒนาทักษะเหล่านี้เลย อาจถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นลองพัฒนาทักษะเหล่านี้ดู

2. Perceived lack of control: รู้สึกว่าตัวเองขาดการควบคุม

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมปัจจัยใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานได้เลย ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ สิ่งแรกที่อยากจะให้ทำคือ ถอยออกมาสักก้าวและเริ่มต้นถามตัวเองจริง ๆ ว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้ ซึ่งต้นเหตุของความรู้สึกแบบนี้ก็อาจจะมีได้ตั้งแต่รู้สึกไม่มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็น, รู้สึกไม่สามารถควบคุมเวลาการทำงานได้ (เช่น เจ้านายอาจจะสั่งงานหรือติดต่อตลอดแม้ในวันหยุด) หรือแม้กระทั่งบางครั้งหัวหน้าก็อาจจะ burnout เสียเอง เพราะไม่สามารถบริหารจัดการกับลูกน้องในทีมได้ดีพอ

เรื่องในทำนองนี้ด้วยความที่มันค่อนข้างจะนามธรรม มันจึงสามารถเป็นได้ทั้ง 2 แบบ
  1. ความจริง คือ มีปัญหาจริง ๆ เช่น เจ้านายอาจจะไม่รับฟังเราเลย เราไม่สามารถแสดงข้อคิดเห็นใด ๆ ได้เลย กับ
  2. รู้สึกไปเอง คือ จริง ๆ แล้วหัวหน้าก็รับฟัง หรือลูกน้องในทีมก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่มันอาจจะติดปัญหาในส่วนอื่น แต่ไม่ยอมคุยต่างคนต่างเก็บไปคิด ไม่คุยกัน อันนี้ถ้าอยากจะแก้ไข คำแนะนำนั้นเรียบง่ายครับ ลองเริ่มคุยกันให้มากขึ้นดูครับ

3. Reward: รางวัลและผลตอบแทน

เรื่องของเงินเดือนหรือรายได้ต่าง ๆ มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกงานหรืออาชีพนั้น ๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว

เพราะจากผลสำรวจต่าง ๆ มากมาย และประสบการณ์ที่พบจากคนรอบ ๆ ตัวที่ผ่านมา บอกได้เลยมีหลายคนที่มักจะรู้สึกว่า “เราควรได้เงินเยอะกว่านี้” และเมื่อมีความคิดแบบนี้ สิ่งที่จะตามมาก็คือความรู้สึกที่ว่า “การทำงานนี้ ทำอาชีพนี้ เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มเอาเสียเลย” และหากคุณกำลังเป็นแบบนี้สิ่งที่อยากให้ทำ คือ
  1. ประเมินตัวเอง: วิเคราะห์ตัวเองแบบเป็นกลางที่สุดว่า Skill ที่เรามีอยู่ในระดับไหน ความสามารถของเราอยู่ในระดับใด และด้วยสิ่งที่เรามีนี้ เราควรที่จะมีรายได้ประมาณเท่าไหร่ จุดสำคัญคือพยายามประเมินให้เป็นกลางมากที่สุด (หรือถ้าเป็นไปได้ก็ให้คนอื่น ๆ ช่วยประเมินให้ด้วยเลย) เพราะคนส่วนใหญ่ถ้าไม่ประเมินเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ก็มักจะประเมินตัวเองต่ำเกินไป
  2. เลือกองค์กรให้ถูก: หันกลับมามอง value ที่ตัวเองมีว่ามันตรงกับที่องค์กรต้องการหรือเปล่า เพราะบางครั้งต่อให้คุณเก่งมาก ๆ แต่ไปอยู่ผิดที่มันก็เท่านั้น เช่น ถ้าหากคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งมาก ๆ แต่ไปอยู่ในธุรกิจที่ไม่ได้มีเรื่องของเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก

4. Community: ความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงาน

บรรยากาศในการทำงานร่วมกันเป็นอย่างไร การให้การสนับสนุนและความไว้วางใจจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานมีมากน้อยแค่ไหน จริงอยู่ว่าเราไม่สามารถเลือกลูกค้าหรือเลือกเพื่อนร่วมงานได้ แต่เราสามารถปรับไดนามิกของเรื่องเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้ อาจจะเริ่มต้นง่าย ๆ อย่างการสละเวลาวันละเล็กน้อย เพื่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ถามถึงงานของพวกเขา พูดคุยกับพวกเขาว่าเขาเป็นอย่างไร (และต้องตั้งใจฟังจริง ๆ ไม่ใช่ถามไปยังงั้นล่ะ)
 
เพราะ burnout นั้นจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ติดต่อได้ (เช่นเดียวกันกับความเครียดในที่ทำงาน) ฉะนั้นการรักษาไดนามิกของทีม หรือเพื่อนร่วมงานในภาพรวม จะทำให้บรรยากาศโดยรวมของการทำงานนั้นดีขึ้นตามไปด้วย

5. Fairness: ความเป็นธรรม

ทุกคนที่มีส่วนร่วมในโปรเจกต์ได้รับการกล่าวถึง แต่กลับมีคุณคนเดียวที่ไม่มีใครพูดถึงเลย หรือเรื่องของการมีเด็กเส้นที่เลื่อนตำแหน่งทุกปี แต่คุณกลับยังต้องอยู่ที่เดิมทั้ง ๆ ที่ก็ทุ่มเททำงานอย่างหนักมาตลอด (แน่นอนต้องมีผลงานด้วย) เรื่องในทำนองนี้เป็นต้นเหตุของการก่อให้เกิดความรู้สึกว่า “ที่เป็นอยู่มันไม่ยุติธรรมเอาซะเลย”
 
เรื่องนี้ทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างชัดเจน คือ เดินเข้าไปคุยกับหัวหน้าของคุณครับ

6. Values mismatch: คุณค่าที่ไม่ตรงกัน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความเชื่อในคุณค่าบางอย่างมาก ๆ และองค์กรกำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม หรือมีจุดยืนที่แตกต่างกันจากวันแรกที่ได้เริ่มงาน เมื่อผ่านไปสักระยะ คุณจะเริ่มหมดแรง ไม่อยากที่จะทุ่มเททำงานหนักให้กับองค์กรอีกแล้ว คุณอาจจะไม่ได้ลาออก แต่ก็ไม่ได้เต็มใจที่จะทำมันเท่าไหร่นัก (ทำไปอย่างงั้นล่ะ)

เหตุการณ์แบบนี้บอกได้เลยว่าไม่มีผลดีทั้งต่อองค์กร และตัวคุณเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะคุณเองก็จะ burnout ไปในที่สุด ในขณะเดียวกันองค์กรก็ไม่ได้คนที่อยากจะทำงานจริง ๆ

ฉะนั้นถ้าคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ values mismatch และได้พยายามมองหาคุณค่าที่องค์กรมีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ การพิจารณามองหาองค์กรหรือที่ทำงานใหม่ที่ยึดถือในคุณค่าเดียวกันกับคุณก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

สุดท้ายผมว่าเรื่องนี้ไม่ว่าจะในมุมของ “บริษัท” หรือในมุมของ “คนทำงาน” ก็ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้นทั้งนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องค่อย ๆ ปรับจากทั้งสองฝั่ง คนทำงานเองก็ควรที่จะต้องปรับและเข้าใจในมุมของบริษัทให้มากขึ้น ในมุมของผู้บริหารก็ควรที่จะต้องพยายามเข้าใจคนทำงานให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
 
Powered By