หน้าหลัก Plearn เพลิน > Guru Financial > Money tips > ใจนึงอยากเที่ยว อีกใจก็อยากเก็บเงิน เลือกอะไรดี
By Krungsri Plearn Plearn
0 Share
0

เลื่อนฟีดเฟสบุ้ค นั่งดูอินสตาแกรม ช่วงนี้มีแต่คนอัพรูปไปเที่ยวต่างประเทศกันเยอะแยะ เห็นแล้วก็อยากไปสัมผัสบรรยากาศต่างแดนแบบเขาบ้าง แต่หันมาดูเงินเก็บของตัวเองก็ได้แต่รอและรอไปก่อน

“เขาเก็บตังค์เที่ยวกันยังไง? ทำไมถึงได้ไปกันบ่อย ๆ? ทำงานอะไรกัน? เงินเดือนเท่าไหร่?” คงเป็นเสียงคำถามจากคนวัยสร้างตัวหลาย ๆ คนที่มีความฝันว่าอยากออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศบ้าง แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่าย ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ดูแลพ่อแม่ ไหนจะต้องเก็บเงินไว้สร้างครอบครัวของตัวเองอีก ฯลฯ แค่นึกก็ทำให้ถอดใจกันง่าย ๆ แล้วใช่ไหมครับ

หลายคนเลยยืนอยู่ท่ามกลางทางสองแพร่ง ทางหนึ่งก็อยากออกไปใช้ชีวิตให้สุด เดินทางไปยังที่ ๆ ไม่เคยไป ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่ได้พูดภาษาเดียวกับเราตามกระแส YOLO (You Only Live Once) คงตื่นเต้นผจญภัยดีไม่น้อย..

อีกทางก็คิดว่า รอให้พร้อมกว่านี้ ให้มีเงินเก็บมากกว่านี้ สร้างตัวได้เมื่อไหร่ค่อยไปเที่ยวก็ได้

“แต่ช้าก่อน...ชีวิตคนเรามีขีดจำกัดเรื่องเวลานะ” อีกเสียงหนึ่งกระซิบ

ถ้ารอให้อายุมากขึ้น ต่อไปร่างกายอาจไม่เอื้ออำนวยให้ไปเที่ยวในแบบวัยรุ่นแล้ว เพราะฉะนั้นวิธีที่จะได้ไปเที่ยวด้วยและยังมีเงินเก็บด้วย คงหนีไม่พ้นการบริหารเงินครับ แต่จะเก็บเงินเที่ยวอย่างไรไม่ให้กระทบภาระหน้าที่ของวัยรุ่นสร้างตัว วันนี้เรามี 4 วิธีบริหารเงินมาแนะนำกันครับ

1. มีเงินน้อย ก็ไปเที่ยวได้

ในยุคที่การคมนาคมสะดวกขึ้น สายการบินราคาประหยัดต่าง ๆ แข่งขันกันหาลูกค้า ข้อดี คือ คนในยุคนี้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นในราคาที่ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก ยังไม่นับตั๋วราคาโปรโมชั่นที่ต้องจองกันข้ามปี การเลือกไปประเทศที่ราคาไม่แพง แต่เป็น Hidden Gem มีธรรมชาติสวย อารยธรรมน่าค้นหา เช่น ไต่เขาที่อินเดีย ชมเมืองโบราณในกัมพูชา ลุยทะเลทรายที่จีน เที่ยวน้ำตกฟิลิปปินส์ ลอดถ้ำในเวียดนาม หรือชมภูเขาไฟที่อินโดนีเซีย เป็นต้น แถมสะดวกเรื่องวีซ่า เหล่านี้อาจเป็นทางเลือกต้น ๆ ที่เราควรมีไว้ในแพลน

แต่ถ้าเราอยากไปประเทศที่ไกลกว่านี้ และแพงขึ้นล่ะ? ลองดูข้อถัดไปกัน...

2. มีบัญชีสำหรับท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะไปเที่ยวประเทศอะไร งบประมาณเท่าไร พอเงินเดือนออก หรือได้เงินค่าจ้างมา ให้เราออมเงินไว้ 10% หรือ 15% จากรายได้ มาไว้ในบัญชีเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ (ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเราว่าอยากไปประเทศใด ไปกี่วัน และค่าใช้จ่ายโดยประมาณเท่าไร)
 
เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ทุกสิ้นเดือนให้หักมาใส่บัญชีเพื่อการท่องเที่ยว 2,000 บาทเป็นประจำทุกเดือน การแยกบัญชีเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ก็เพื่อให้เราสามารถจัดการเงินในบัญชีได้ง่าย โดยไม่ต้องปะปนกับเงินส่วนอื่นครับ
 
saving for traveling - Glass jars with dollars and text: house,car, travel, education,clothes, medical.
 

3. ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ = มากกว่าเหลือเก็บ

“อย่ามีรายได้ทางเดียว” เพราะหากเรามีฐานเงินเดือนน้อย การคาดหวังกับรายได้ทางเดียวคงไม่พอแน่ ๆ ลองหารายได้พิเศษดู และเก็บเงินจากส่วนนั้นเข้าบัญชีเพื่อการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ควรทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเพื่อประเมินให้เรารู้ตัวว่า ในแต่ละเดือนเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ไม่จำเป็น และเปลี่ยนมาเป็นเงินออมแทนได้ เช่น หากเราซื้อกาแฟแก้วละ 60-100 บาททุกวัน ลองหันมาเปลี่ยนเป็นกาแฟที่ราคาถูกลง หรือลองชงทานเองบ้างก็จะช่วยประหยัดและนำเงินส่วนนี้มาเก็บออมแทนได้ เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อวัน แต่ถ้าเรารวมกันเป็นเดือนเป็นปี อาจช่วยให้เรามีเงินพอไปเที่ยวได้อีกตั้งทริปนึงเลยครับ

“จงใช้เงินซื้อประสบการณ์ แทนการซื้อสิ่งของ เพราะประสบการณ์จะทำให้เราเจอความสุขที่แท้จริงได้มากกว่า”
 
saving for traveling - Couple travelers are sitting on cliff relaxing mountains and clouds aerial view Love and Travel happy emotions Lifestyle concept.
 

4. สำรวจวิธีไปเที่ยวในราคาประหยัด

ลองติดตามเว็บไซต์ หรือเพจท่องเที่ยวที่มักบอกวิธีจองที่พักตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด ลองศึกษาวิธีและช่วงเวลาการจองเพื่อให้ได้รับโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่คุ้มค่า วิธียื่นวีซ่าแบบรอบเดียวผ่าน วิธีเลือกที่พักราคาประหยัด ฯลฯ ทิปส์ต่าง ๆ ที่เพจเหล่านี้แชร์ถือเป็นความรู้ที่ช่วยเราได้มากทีเดียว แถมยังเป็นแรงบันดาลใจที่สามารถนำมาทำตามได้จริงด้วย เช่น วิธีเดินทางไปดูแสงเหนือภายในงบ 60,xxx บาท เป็นต้น
 
นอกจากการบริหารเงิน 4 วิธีข้างต้น ปัจจัยที่สำคัญอีก 2 อย่างที่ช่วยให้วิธีนี้สำเร็จได้ก็คือ ความมีวินัยและระยะเวลาที่เพียงพอ แค่นี้ความฝันก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วล่ะครับ
Powered By