ไปหน้า Krungsri.com
ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษา
กดนัด
กดนัด

กู้เงินปิดบัตรเครดิต (รีไฟแนนซ์) ดียังไง? [บทความนี้มีคำตอบ]

0 Share
0
รีไฟแนนซ์บัตรเครดิตดียังไง? [บทความนี้มีคำตอบ]

เพราะภาระที่มีก็ยากเกินกว่าที่รายได้จะใช้จ่ายได้เพียงพอ ทำให้หลายท่านหาตัวช่วยเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับตนเอง ซึ่งสิ่งที่ตอบโจทย์มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น บัตรเครดิต ที่ตอนนี้เรียกว่าบัตรเดียวสะดวก เพราใช้ง่ายได้ในทุกการใช้จ่ายทั้ง ผ่อน 0% บัตรกดเงินสด เเถมยังมีสิทธิพิเศษอีกมากมาย ทำให้คุณเผลอเข้าสู่กับดักหนี้สินโดยไม่รู้ตัว วันนี้เราจึงมีวิธีที่ช่วยการชำระหนี้บัตรเครดิต หรือ รีไฟเเนนซ์ (สินเชื่อเพื่อปิดบัตรเครดิต) มาให้ทุกท่านได้รู้จักกันค่ะ

รีไฟเเนนซ์บัตรเครดิตคืออะไร

การรีไฟเเนนซ์บัตรเครดิตคือการขอสินเชื่อใหม่เพื่อนำมาชำระหรือปิดหนี้บัตรเดิมที่มีอยู่ เป็นการปรับโครงสร้างหนี้และการชำระหนี้บัตรเครดิตใหม่ ช่วยให้คุณได้รับอัตราดอกเบี้ยที่น้อยลง มีเวลาผ่อนสินเชื่อเพื่อปิดบัตรเครดิตยาวนานมากขึ้น เเละยังเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้คุณอีกด้วย เเละถ้าใครที่เป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบก็ไม่ต้องกังวล เพราะสามารถรวมมาเป็นหนี้ก้อนเดียวโดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ทั้งนี้คุณสามารถขอกู้เงินปิดบัตรเครดิตกับสถาบันทางการเงินทั่วไปได้อีกด้วย

ข้อดีของการขอสินเชื่อเพื่อปิดบัตรเครดิต

จริงๆ เเล้วการรีไฟเเนนซ์บัตรเครดิตเหมือนเเสงสว่างที่มาช่วยคุณยามมืดเเปดด้าน เพราะการจะหารายได้เพิ่มก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เเต่ดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ดังนั้นการขอกู้เงินปิดบัตรเครดิตจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยชำระหนี้ก้อนโตให้กลายเป็นหนี้ก้อนเล็ก งั้นเรามาดูข้อดีของการรีไฟเเนนซ์บัตรเครดิตกันค่ะ

1. ดอกเบี้ยลดลง

ดอกเบี้ยที่สูงจะทำให้คุณเป็นหนี้นานขึ้น เพราะเงินที่คุณได้ผ่อนไปเเต่ละเดือนมีสัดส่วนดอกเบี้ยที่สูงเกินไป เมื่อคุณได้รีไฟเเนนซ์บัตรเครดิตเเล้วดอกเบี้ยเเละค่าผ่อนชำระต่อเดือนของคุณจะลดลงทันทีเเละทำให้คุณกลับมามีความสุขอีกครั้งไม่ต้องเครียดกับปัญหาหนี้บัตรเครดิต ทั้งนี้เรามาดูวิธีคิดดอกเบี้ยเพื่อให้เห็นความเเตกต่างก่อนเเละหลังรีไฟเเนนซ์
 
วิธีคิดดอกเบี้ยที่ต้องชำระ

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สมมติว่า นาย A ถอนเงินสดจากบัตรเครดิตมา 300,000 บาท
 
จำนวนดอกเบี้ยที่ต้องชำระจากอัตราเดิม (28%)
= 300,000 x 28% x 30/365
= 6,900
 
จำนวนดอกเบี้ยที่ต้องชำระหลังรีไฟเนนซ์ (26%)
= 300,000 x 26% x 30/365
= 6,410
 
สังเกตได้ว่าดอกเบี้ยต่างกันถึง 490 บาทเลยทีเดียว หากคิดเป็นเวลาหนึ่งปีมูลค่าต่างกันถึง 5,880 บาท การรีไฟเเนนซ์จึงช่วยเเบ่งเบาภาระของคุณอย่างมาก

2. ค่าผ่อนชำระต่อเดือนลดลง

เพราะการขอสินเชื่อเพื่อปิดบัตรเครดิตคือการปรับโครงสร้างหนี้สิน ซึ่งจะช่วยให้คุณผ่อนชำระต่อเดือนลดลงเนื่องจากดอกเบี้ยที่ลดลงเเละเวลาผ่อนที่นานขึ้น ซึ่งการที่คุณมีค่าผ่อนชำระต่อเดือนลดลงจะช่วยเเบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงคลายความเครียดที่มีต่อหนี้สินก้อนนี้ด้วย

3. รวมหนี้บัตรเครดิตให้เป็นก้อนเดียว

บางท่านอาจมีบัตรเครดิตหลายใบ เเละรู้สึกสับสนถึงค่าผ่อนชำระเเต่ละเดือนของบัตรเเต่ละใบ ซึ่งการขอกู้เงินปิดบัตรเครดิตนี้จะทำให้คุณสามารถรวมยอดหนี้ให้เป็นก้อนเดียวได้ ทำให้คุณบริหารเงินได้ง่ายขึ้น

4. การเงินคล่องมากขึ้น

เมื่อความคล่องตัวทางการเงินดีขึ้นเพราะชำระหนี้ลดลง จะยิ่งทำให้คุณมีเงินเหลือที่เเต่ก่อนเคยเก็บไว้ชำระหนี้เเต่หลังรีไฟเเนนซ์ คุณจะมีเงินเหลือเพิ่มขึ้นเเละสามารถต่อยอดในด้านอื่นได้ เช่น การสร้างธุรกิจที่เพิ่มรายได้มากขึ้น ทำให้ฐานะของคุณดีกว่าเดิมเเละมีเงินมากพอมาที่จะผ่อนชำระหนี้สินตรงนี้ได้อีก

5. เพิ่มเครดิตสกอร์

เครดิตสกอร์คือคะเเนนที่วัดความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ เมื่อคุณรีไฟเเนนซ์บัตรเครดิตเเล้ว ทำให้คุณจ่ายชำระน้อยลง ทำให้มีโอกาสที่คุณจะจ่ายหนี้ได้ตามกำหนดชำระ ซึ่งเครดิตสกอร์นี้ส่งผลต่อการยื่นกู้เงินในอนาคต

การรีไฟเเนนซ์บัตรเครดิตเหมาะสมกับใคร

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีหนี้สินบัตรเครดิตเเล้วต้องมารีไฟเเนนซ์ เพราะการขอสินเชื่อเพื่อปิดบัตรเครดิตต่างก็มีต้นทุนหลายอย่างเช่นกัน งั้นมาดูกันค่ะว่าการรีไฟเเนนซ์เหมาะสมกับใครบ้าง

1. เจ้าของธุรกิจ

เพราะการทำธุรกิจต้องมีเงินก้อนหมุนตลอดเพราะรายจ่ายมีออกทุกวัน เเถมเศรษฐกิจก็ไม่เเน่นอน วันนี้ขายดีพรุ่งนี้ขายไม่ได้ เรียกได้ว่าไม่มีความมั่นคงต่อรายได้ให้กับเจ้าของธุรกิจเลย การจะเเบกรับดอกเบี้ยสูงสุด 18-28% ต่อปี คงเป็นภาระที่หนักเกินไป การรีไฟเเนนซ์จึงเป็นทางช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปมากยิ่งขึ้น

2. ผู้ที่มีดอกเบี้ยสูงเกินไป

ไม่มีเหตุผลที่คุณจะต้องจ่ายเงินเยอะขึ้นทั้งๆ ที่เงินจำนวนนี้คือเงินที่คุณไม่ได้ใช้ เเละหากปล่อยให้ระยะเวลานานขึ้นทั้งทบต้นทบดอก ก็เกิดหนี้ก้อนใหญ่ที่บานปลายเป็นก้อนใหญ่ จากเงินก้อนเล็กๆ ได้เลยทีเดียว

3. มีจำนวนบัตรเครดิตหลายใบ

การที่คุณมีบัตรเครดิตหลายใบก็เหมือนการเสียดอกเบี้ยหลายเท่าตัวตามจำนวนบัตรที่มี จะดีกว่ามั้ยถ้าคุณรวมหนี้สินเป็นก้อนเดียวเพื่อจะเสียดอกเบี้ยเเค่ทางเดียวพอ คุณจะได้ไม่ต้องสับสนเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของบัตรเเต่ละใบ เเถมยังประหยัดเงินต่อเดือนของคุณไปได้อีก

วิธีเตรียมตัวก่อนขอกู้เงินปิดบัตรเครดิต

ก่อนที่จะไปขอสินเชื่อเพื่อปิดบัตรเครดิต เรามาดูวิธีเตรียมตัวเพื่อให้การขอรีไฟเเนนซ์ราบรื่นยิ่งขึ้น
 
1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกาขอกู้เงินปิดบัตรเครดิตของหลายสถาบันการเงินที่เปิดรับ เพราะเเต่ละธนาคารจะมีดอกเบี้ยเเละสิทธิประโยชน์ต่างกัน เพื่อให้คุณได้เปรียบเทียบหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวคุณเอง
 
2. เตรียมเอกสารให้ครบ ซึ่งสิ่งที่ต้องเตรียมหลักๆ มีดังนี้
 กรณีผู้มีรายได้ประจำ
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สลิปเงินเดือนฉบับล่าสุด หรือหนังสือรับรองการทำงานที่ระบุเงินเดือน ตำแหน่ง และอายุงาน
  • สำเนาบัญชีเงินฝากที่เงินเดือนเข้าย้อนหลัง 3 เดือน (กรณีที่มีรายได้ ขอสำเนาบัญชีเงินฝากที่มีรายได้เข้าย้อนหลัง 6-12 เดือน)
  • สำเนาบัญชีเงินฝากหน้าแรกของธนาคารที่ระบุชื่อผู้สมัครที่จะให้ธนาคารโอนเงินเข้า (เฉพาะผู้สมัครที่ขอรับเงินกู้โดยวิธีโอนเข้าบัญชีเงินฝากทันทีที่สินเชื่อได้รับอนุมัติ)
กรณีเจ้าของกิจการ
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • หนังสือรับรองบริษัท และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (คัดรับรองไม่เกิน 3 เดือน)
  • สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน (บัญชีส่วนตัวและบัญชีเจ้าของกิจการ)
  • ใบทะเบียนการค้า (กรณีไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมาย)
  • สำเนาบัญชีเงินฝากหน้าแรกของธนาคารที่ระบุชื่อผู้สมัครที่จะให้ธนาคารโอนเงินเข้า (เฉพาะผู้สมัครที่ขอรับเงินกู้โดยวิธีโอนเข้าบัญชีเงินฝากทันทีที่สินเชื่อได้รับอนุมัติ)
 
3. เตรียมตอบคำถามเพื่อให้เพอร์เฟคที่สุด เพราะทางสถาบันการเงินก็อยากรู้ที่มาของการเกิดหนี้เเละวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของคุณด้วย ทั้งการเงินส่วนตัว ซึ่งตรงนี้ทางธนาคารจะตรวจสอบจากข้อมูลเครดิตบูโร หลักฐานทางการเงิน ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต เป็นต้น ถ้าหากคุณเตรียมตัวดี มีการวางแผนการเงิน โอกาสยื่นรีไฟแนนซ์ผ่านก็จะสูงขึ้นแน่นอน
 
แม้บัตรเครดิตคือบัตรที่อำนวยความสะดวกอย่างมากให้กับเรา แต่มันก็เปรียบเหมือนดาบสองคมทางการเงินที่อาจหวนกลับมาบาดตัวเราได้เหมือนกัน หากใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง เพราะถึงแม้การขอสินเชื่อเพื่อปิดบัตรเครดิตจะช่วยลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ารายจ่ายจะลดลง ทางที่ดีควรตั้งมั่นควบคุมรายจ่าย อุดรูรายจ่ายที่รั่วไหลตั้งแต่เนิ่นๆ และวางแผนการเงินหรือหาที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อร่วมวางแผนการใช้จ่ายและเก็บออมอย่างยั่งยืน
 
ติดต่อวางแผนการออมและการลงทุน

วางแผนให้จบ ครบทุกเรื่องการเงิน
  • วางแผนลงทุน
  • วางแผนภาษี
  • วางแผนเกษียณ
  • วางแผนชีวิต
X