ไปหน้า Krungsri.com
ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษา
กดนัด
กดนัด
0 Share
0

วิธีบริหารเงินที่ถูกต้อง [รู้ครบใน 5 นาที]

วิธีบริหารเงินที่ถูกต้อง [รู้ครบใน 5 นาที]

จำเป็นแค่ไหนที่ต้องบริหารเงิน ?

เงินในกระเป๋ามีทั้งการไหลเข้าและไหลออกในทุกๆ วัน ซึ่งในบางครั้งเงินที่เข้ามามันหายวับไปได้เร็วมาก จนแทบไม่รู้สึกเลยว่าเคยมีมันอยู่ จะดีกว่ามั้ย ถ้าหากเราสามารถบริหารเงินที่ใช้อยู่ให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หยุดเงินตราให้ไม่จบแค่เพียงมาแล้วก็ไป แต่บริหารเงินให้คงอยู่และงอกเงย
 
แล้วจะบริหารเงินอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและเหมาะกับยุคสมัยมากที่สุด จริงๆ แล้วมีเคล็ดลับอยู่ 4 ประการ ซึ่งก็คือ
  1. คิดก่อนจ่าย
  2. จดบันทึกรายจ่าย
  3. ออมก่อนใช้
  4. ให้เงินทำงาน
แน่นอนว่าหลักการดังกล่าวนั้นฟังดูง่ายแต่หากทำจริงก็ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ การบริหารเงินจึงกลายเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งในสายตาใครหลายคน ลองมาดูการปฏิบัติเชิงลึกกันว่าแท้จริงแล้ว สี่สิ่งนี้สามารถทำได้อย่างไรบ้าง

คิดก่อนจ่าย

หลักการคิดก่อนจ่ายเราสามารถทำได้เลยโดยการสังเกต และพิจารณา ความคุ้มค่า ความจำเป็นในการใช้จ่ายนั้นๆ
 
วิธีง่ายๆ สำหรับเรื่องนี้คือการจดรายการทุกอย่างที่จำเป็นต้องซื้อ ไม่ว่าจะเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ การกระทำนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารเงินที่ดี
 
ถ้ามีการทำรายรับรายจ่ายอยู่ก่อนแล้วยิ่งง่าย เพราะจะสามารถรู้ได้เลยว่าเดือนนี้สามารถใช้เงินได้เท่าไหร่พยายามลดสัดส่วนการใช้จ่ายที่เป็นภาษีสังคมหรือของแบรนด์เนมต่างๆ ลงหากทำได้ เน้นความคุ้มค่าในราคาย่อมเยาว์ให้มากขึ้น

จดบันทึกรายจ่าย

หลังจากการจดรายการที่ต้องซื้อแล้วก็เริ่มการทำรายรับรายจ่าย ถ้ามีการซื้อเกินก็จดเพิ่ม ประโยชน์ของการทำแบบนี้คือทำให้ทราบว่าเงินที่ไหลเวียนออกไปในแต่ละวันมีมากน้อยเพียงไร มีอะไรที่ซื้อมาเกิน หรือไม่จำเป็นต้องซื้อหรือไม่ และสามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
 
ที่สำคัญยิ่งรายรับเยอะยิ่งต้องทำ เนื่องจากรายรับที่สูงจะทำให้ขอบเขตการใช้เงินของคุณกว้างขึ้น ทำให้การใช้จ่ายแต่ละครั้งเงินหมดเร็วขึ้น หากทำรายรับรายจ่ายคุณจะเห็นเลยว่าโดยรวมแต่ละเดือนคุณหมดเงินแบบเปล่าๆ ไปเยอะแค่ไหน
 
ซึ่งในปัจจุบันการทำรายรับรายจ่ายก็สะดวกขึ้นมาด้วยแอปพลิเคชั่นที่สามารถเลือกดาวน์โหลดได้ตามความชอบ สามารถเลือกดูได้ที่ แนะนำแอปการเงินที่จะช่วยให้คุณจัดการเงินได้ง่ายขึ้น ครับ

ออมก่อนใช้

ถ้าไม่มีการออม ก็จะไม่สามารถก้าวไปสู่การบริหารเงินที่แท้จริงได้ แน่นอนว่าคุณสามารถเลือกได้ว่าจะทำการออมแบบไหน ตามสมการการออมด้านล่างนี้เลย
วิธีบริหารเงินที่ถูกต้อง [รู้ครบใน 5 นาที]

เราใช้ชีวิต เราทำงาน และเราต้องเลือกที่จะใช้เงินเช่นกัน จากด้านบนคงแสดงให้เห็นแล้วว่าเพียงทัศนคติด้านการออมเงินแตกต่างก็เสริมความมั่นคงทางการเงินได้แล้ว
 
ในช่วงเวลาเริ่มต้น ขอแนะนำว่าเริ่มด้วยการออมอย่างน้อย 10% ของรายรับ เช่น หากได้เงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน ควรหักเงินออมประมาณ 2,000 บาท ถ้าเรามีรายได้เพิ่มขึ้นสัดส่วนของเงินออมก็ควรเพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้ามีหนี้สินก็สมควรจะชำระหนี้ควบคู่ไปกับการออม ไม่ใช่ทิ้งไปเสียเลย ออมซัก 2-3% หรือประมาณ 500 บาทก็ยังดี แล้วค่อยต่อยอดให้มากขึ้นเรื่อยๆ
 
โดยคุณสามารถจัดการการออมในแต่ละเดือนได้ด้วยการทำรายการตัดบัญชีอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นเงินฝากประจำจะคุ้มค่ากว่า เช่น เงินฝากประจำ 24 เดือนปลอดภาษี
 
และนั่นคือการออมขั้นแรกของการบริหารเงินแบบง่ายๆ ครับ

ให้เงินทำงาน

สุดท้ายครับ สิ่งที่ควบคู่มากับการออมย่อมหนีไม่พ้นการลงทุน
 
คนเราอาจทำงานได้ 8-12 ชั่วโมงต่อวัน แต่เงินนั้นทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมงแบบไม่มีหยุดพัก การเลือกนำเม็ดเงินที่ได้มาลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายโอกาสและทำให้งอกเงยจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้
 
แต่สำหรับประเทศไทยที่มีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 3% ในทุกๆ ปี หมายความว่าเมื่อเวลาผ่านไปค่าของเงินที่ถืออยู่ 100 บาทจะลดลง 3 บาท การลงทุนด้วยฝากธนาคารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
 
แล้วจะลงทุนอย่างไรให้คุ้มค่าล่ะ ?
 
อธิบายแบบตรงไปตรงมาคือ ลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้ หากเลือกจะเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนก็อาจได้รับน้อย เสี่ยงมาก ผลตอบแทนที่อาจได้รับก็มากเช่นกัน ดังเช่นตัวอย่างนี้
วิธีบริหารเงินที่ถูกต้อง [รู้ครบใน 5 นาที]
ลงทุน 100,000 ผ่านไป 10 ปี ได้คืนเท่าไร?
อัตราผลตอบแทน
ในระยะเวลาที่กำหนด
3 ปี 5 ปี 10 ปี
1.5% 104,567 107,728 116,054
3% 109,272 115,927 134,391
5% 115,762 127,628 162,889
จากตารางด้านบนจะสังเกตได้ว่าผลตอบแทนที่ได้ในระยะเวลา 10 ปีนั้น ส่วนต่างของผลตอบแทน 5% และ 1.5% จะเท่ากับ 162,889-116,054 = 46,835 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับเงินแสนเดียวที่ได้ลงทุนไป
 
นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมหลายฝ่ายไม่ว่าจะสถาบันการเงินหรือรัฐสนับสนุนให้เกิดการออม เพราะยิ่งออมมาก ยิ่งรับความเสี่ยงในระยะยาวได้มาก และยิ่งสามารถทำเงินได้มากเช่นกัน เหตุผลที่บรรดาเศรษฐีทั้งหลายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  ก็เกิดจากการนำเงินที่ได้ไปลงทุนต่อเนื่องให้เงินทำงานแบบไม่หยุดพักนั่นเอง
 
ซึ่งการลงทุนประเภทให้เงินทำงานที่มีโอกาสทำเงินได้มากกว่าการฝากเงินตามปกติ สามารถแบ่งออกไปได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ คือ
  • การลงทุนในกองทุนรวม
  • การลงทุนในหุ้น
ซึ่งการลงทุนทั้งสองแบบต่างมีความเสี่ยงในการลงทุนและความยากง่ายในการลงทุนแตกต่างกันออกไป คุณสามารถอ่านข้อมูลการลงทุนทั้งสองแบบเพิ่มเติมได้ที่บทความ กองทุน VS หุ้น ลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน ครับ
 
ถ้าอยากมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยขั้นกว่าของการลงทุน สามารถตรวจสอบระดับการออมและการลงทุนของคุณได้ที่เครื่องมือวางแผนการเงินของกรุงศรี ที่มีพร้อมทั้งการประเมินความเสี่ยงและการลงทุน
 
เมื่อมั่นใจในตนเองแล้วและหากคุณมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงศรีอยู่แล้ว คุณสามารถเปิดบัญชีกองทุนด้วยตนเองได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชั่น KMA ที่นอกจากจะสามารถลงทุน ตรวจสอบเงินของตนเองได้ง่ายดายแล้ว ยังมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือคุณในการลงทุนรูปแบบต่างๆ ผ่านบริการ Smart Advisor อีกด้วย
 
แต่ถ้าหากคุณยังคงไม่มั่นใจในด้านการลงทุน และต้องการตรวจสอบตนเองให้ดีกว่านี้ก่อน แนะนำว่าสามารถตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของตัวเองได้ที่ลิงก์ล่างบทความ
 
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการบริหารเงินนะครับ

เช็คสุขภาพการเงินของคุณ

X