Krungsri Business Empowerment blog Business & Tech เทคโนโลยีกำลังจะ Disrupt ธุรกิจเราจริงหรือ?

เทคโนโลยีกำลังจะ Disrupt ธุรกิจเราจริงหรือ?

0 Share
0
เทคโนโลยีกำลังจะ Disrupt ธุรกิจเราจริงหรือ?

ในยุคที่มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ใครๆ ก็อยากที่จะก้าวเข้ามาทำสตาร์ทอัพ แหล่งเงินทุนก็สามารถหาได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก ด้วยกลุ่มทุน VC ที่มีอยู่มากมาย ทำให้มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นแทบจะรายวันเลยก็ว่าได้ สตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นเกือบทุกรายพยายามที่จะมองหาจุดที่เป็นปัญหา หรือ “Pain Point” ของลูกค้า และหาทางที่จะสร้างโซลูชั่นขึ้นมาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้กับลูกค้า


และเมื่อลูกค้ามีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า ง่ายกว่า สะดวกกว่า แน่นอนว่าใครๆ ก็ต้องเลือกอันที่ดีกว่าอยู่แล้ว และเหตุการณ์นี้นี่เองครับ ที่ทำให้เกิดการ “Disrupt”

ในมุมของคนทำธุรกิจเอง เรื่องนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นทั้งความเสี่ยง และโอกาสไปพร้อมๆ กัน ความเสี่ยงในแง่ที่ว่าหากไม่ปรับตัวก็อาจจะถูก “Disrupt” ได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการพัฒนาต่อยอดเพื่อหาโซลูชั่นใหม่ๆ ไปนำเสนอลูกค้า เนื่องจากองค์กรหรือบริษัทที่ทำธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว จะได้เปรียบในแง่ของการมีลูกค้าในมืออยู่แล้ว

อดีตเจ้าตลาดระบบการค้นหาข้อมูล (Search Engine) Yahoo! เป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจครับ Yahoo! ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำในยุคแรกเริ่มของระบบการค้นหา แต่ก็ต้องสูญเสียตำแหน่งให้กับ Google และ Bing Search Engine (เบอร์ 2 จาก Microsoft) โดยมีส่วนแบ่งการตลาด ดังนี้ครับ

Google 88.47%
Bing 4.81%
Yahoo! 3.13%

ข้อมูลอัพเดทเมื่อเดือนเมษายน 2019 จาก statista.com

หลังจากสูญเสียตำแหน่งผู้นำในตลาด กลยุทธ์ที่ผู้บริหาร Yahoo! เลือกใช้เพื่อหวังที่จะกอบกู้ตำแหน่งเจ้าตลาดคืนมาคือ การไล่เข้าซื้อบริษัทสตาร์ทอัพ เพราะลึกๆ แล้ว ผู้บริหารคิดว่าที่เราสูญเสียตำแหน่งเบอร์หนึ่ง นั่นก็เป็นเพราะ “เทคโนโลยี”

ในปี 2016 Yahoo! ได้เข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพ ทั้งหมดกว่า 53 บริษัท ใช้เม็ดเงินไปราว 2.3-2.8 พันล้านเหรียญ หลังจากการนั้นก็ใช้เวลาอันมีค่าของผู้บริหารไปกับการทำ M&A (Mergers and Acquisitions : การควบรวมและการซื้อกิจการ) และการทำ Due Diligence (การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของธุรกิจ) หลังจากดำเนินธุรกิจต่อไปสักระยะหนึ่ง เมื่อไม่เป็นดั่งหวังในที่สุด Yahoo! ก็ต้องปิดบริษัทที่ซื้อมากว่า 33 แห่ง มีเพียงแค่สองบริษัทเท่านั้นที่ถูกควบรวมเข้ากับ Yahoo! จริงๆ นั้นก็คือ Tumblr และ BrightRoll

หลังจากนั้น Yahoo! ก็ถูก Verizon เข้าซื้อกิจการในปี 2017 ด้วยมูลค่า 4.8 พันล้านเหรียญ จากแต่ก่อนที่เคยมีมูลค่าสูงสุดถึง 100 พันล้านเหรียญ (ในตอนนี้ Verizon ก็กำลังจะขาย Tumblr)

ผู้บริหารและบริษัทส่วนใหญ่จะชอบคิดว่า Disrupt นั้นถูกขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี จึงพยายามมุ่งความสนใจไปที่เทคโนโลยีมากจนเกินไป ทั้งๆ ที่แท้ที่จริงแล้ว “ลูกค้า” ต่างหากที่เป็นคนผลักดันให้เกิดการ Disrupt เกิดขึ้น ลูกค้าจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะใช้หรือปฏิเสธสินค้าเหล่านั้น ฉะนั้นบริษัทควรพุ่งเป้าไปที่ความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของลูกค้า

สตาร์ทอัพส่วนใหญ่เข้าสู่ตลาดโดยไม่ได้คิดว่าจะขโมยลูกค้าจากเจ้าตลาด แต่พวกเขาต้องการที่จะขโมยกิจกรรมหรือพฤติกรรมบางอย่างจากลูกค้า และบริษัทเจ้าตลาดต่างหาก ดังนั้นเราจึงควรมองไปที่รอบๆ กิจกรรมของผู้บริโภค/ลูกค้า ที่กระทำอยู่แล้วกับธุรกิจ ไม่ว่าจะทั้งก่อน หลัง หรือแม้แต่ระหว่างนั้น แล้วหาทางพัฒนาปรับปรุงจาก CVC (customer value chain - ห่วงโซ่แห่งคุณค่าของลูกค้า) ของลูกค้าของคุณ

ตัวอย่างการพัฒนาธุรกิจโดยมองไปที่ CVC ของลูกค้าของ Alibaba Group
  • ปี 1999 Alibaba เริ่มต้นจากธุรกิจ B2B Marketplace
  • ปี 2003 เริ่มขยับเข้าสู่ C2C e-Commerce ด้วยการเปิดตัว Taobao Marketplace
  • ปี 2004 เปิดตัวบริการส่งข้อความ Aliwangwang และ บริการชำระเงินออนไลน์ Alipay
  • ปี 2005 Alibaba เข้าซื้อ Yahoo! China เพื่อเสริมบริการด้านอินเทอร์เน็ต เช่น ข่าว, อีเมล์, และการค้นหา
  • ปี 2008 เปิดตัว Tmall ค้าปลีกออนไลน์แบบ B2C
  • ปี 2009 ก็ปล่อยบริการ Cloud Computing ในชื่อของ Alibaba Cloud
  • ปี 2010 เปิดตัวเว็บไซต์บริการค้นหาสินค้า eTao
  • ปี 2011 เปิดตัวระบบปฏิบัติการ AliOS
  • ปี 2013 เปิดตัวบริษัทขนส่ง Cainiao
  • ปี 2015 เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง Meizu

ถ้าเราลองสังเกตดูจากไทม์ไลน์การขยายธุรกิจของ Alibaba เราก็พอจะเห็นได้ว่ากลยุทธ์การขยายตัวของ Alibaba มุ่งเน้นไปที่การลงทุนใน CVC (customer value chain) รอบๆ ลูกค้าอย่างมาก

ตัวอย่าง CVC ที่เกิดขึ้นระหว่างลูกค้ากับ Alibaba
การช๊อปปิ้งออนไลน์เกินครึ่งเกิดขึ้นบนสมาร์ทโฟน (Meizu) ฉะนั้นอันดับแรกลูกค้าจะต้องเลือกก่อนว่าจะใช้อุปกรณ์ใด ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นลูกค้าส่วนมากจะไปที่เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นเพื่อเข้าถึงบริการต่างๆ และในบางครั้งลูกค้าก็จะระบุความต้องการของเขาลงไปใน Google (ในจีนก็ Baidu) จากนั้นลูกค้าก็จะมาถึงเว็บไซต์ e-Commerce ที่เหมาะสมกับเขามากที่สุด

ในประเทศจีนลูกค้าธุรกิจ (B2B) จะไปที่ Alibaba เมื่อลูกค้าต้องการที่จะซื้อของจากผู้ขายทั่วไป (C2C) ก็จะไปที่ Taobao หรือถ้าอยากซื้อจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายก็จะไปที่ Tmall (B2C) เพื่อที่จะขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ต่อรองราคา ผู้ซื้อมักจะติดต่อผู้ขายผ่าน App Chat Aliwangwang จากนั้นคน (จีน) ส่วนใหญ่ก็จะชำระเงินผ่าน App ทางการเงิน แน่นอนส่วนใหญ่เป็น Alipay หลังจากนั้นลูกค้าก็จะรอให้บริษัทโลจิสติกส์ (Cainiao) นำสินค้ามาส่งให้

Alibaba เลือกและเจาะจงไปที่การขยายและพัฒนาธุรกิจไปที่กิจกรรมรอบๆ CVC (customer value chain) ของลูกค้า จนที่สุดภายในปี 2018 ธุรกิจของ Alibaba ก็มีบริการเกือบทั้งหมดตลอด CVC ของลูกค้า

สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ก็คือการ Disrupt จะถูกขับเคลื่อนโดยลูกค้าเสมอ (ยกเว้นว่าเราสามารถสร้างเทคโนโลยีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนขึ้นมาได้) เทคโนโลยีนั้นมาใหม่เรื่อยๆ แต่ลูกค้าต่างหากที่ยังคงอยู่ และทำกิจกรรมรอบๆ สิ่งเหล่านั้น ลูกค้าจะเป็นผู้กำหนดเองว่าเขาจะเลือกใช้อันไหน

สตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็วมากมายทั่วโลกไม่ว่าจะ Airbnb, Lyft, Slack, หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba ไม่ได้มีความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ดีกว่า คู่แข่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ

สิ่งที่พวกเขามีคือ ความสามารถในการหากิจกรรมหรือพฤติกรรมที่ไม่เกิดประโยชน์หรือสร้างความไม่พึงพอใจให้กับลูกค้า แล้วสร้างสรรค์และส่งมอบในสิ่งที่ลูกค้าต้องการนั้นเองครับ

Wrote by

เทคโนโลยีกำลังจะ Disrupt ธุรกิจเราจริงหรือ?

Rawit Hanutsaha

Rawit Hanutsaha

1😊

ฝากข้อความ
คะแนนของคุณ

Follow us on
© 2020 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
สนใจรับข้อมูล ความรู้ ข่าวสารกิจกรรมต่างๆ