เกี่ยวกับเรา

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (กรุงศรี) เปิดทำการ ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2488 โดยเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน และได้เติบโตอย่างรวดเร็วมาโดยตลอด ต่อมาได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 26 กันยายน 2520 ธุรกิจของธนาคารได้รุดหน้าอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 กรุงศรีมีทุนจดทะเบียนจำนวน 75,741 ล้านบาท และทุนชำระแล้ว 60,741 ล้านบาท

วันนี้ กรุงศรีเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อันดับ 5 ของประเทศ ด้านสินทรัพย์ สินเชื่อ และเงินฝาก

กรุงศรีมีความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างตลอดเวลา ด้วยการให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทั้งสามกลุ่ม คือ ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจ SME และลูกค้าบุคคล นอกจากนี้ เรายังให้บริการทางการ เงินที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ผ่านบริษัทในเครือและบริษัทร่วม ทั้งในด้านการบริหารความมั่งคั่ง บัตรเครดิต ประกันวินาศภัย การบริหารสินทรัพย์ การค้าหลักทรัพย์ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และเครื่องจักร แฟคเตอริ่ง ไมโครไฟแนนซ์และสินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระ

ปี 2556 เป็นอีกปีหนึ่งที่มีความสำคัญในประวัติของกรุงศรี กล่าวคือ ธนาคารได้เข้าเป็นบริษัทในเครือของธนาคารแห่งโตเกียว- มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จำากัด (The Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ, Ltd. : BTMU) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่มีผู้ถือหุ้นร้อยละ 100 คือ กลุ่ม มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (Mitsubishi UFJ Financial Group : MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดและมีความหลากหลายในผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สุดในโลก



สรุปเหตุการณ์สำคัญในการที่ BTMU ร่วมเป็นพันธมิตรกับกรุงศรี ได้ดังนี้

วันที่ 2 กรกฎาคม 2556 ธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จำกัด (BTMU) และ จีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (GECIH) ได้ลงนามในสัญญาเพื่อซื้อหุ้นสามัญของกรุงศรีที่ GECIH ถืออยู่ โดยภายใต้สัญญาดังกล่าว BTMU จะทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของกรุงศรีโดยสมัครใจ (Voluntary Tender Offer-VTO) ในราคาเสนอซื้อหุ้นละ 39 บาท และ GECIH จะขายหุ้นสามัญของกรุงศรีที่ถืออยู่ทั้งหมดจำนวน 1,538,365,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.33 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกรุงศรีให้แก่ BTMU

“2556 นับเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของกรุงศรี เมื่อเข้าเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น”


วันที่ 27 สิงหาคม 2556 กรุงศรีได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มีสัดส่วนของผู้ถือหุ้น ต่างชาติได้มากกว่า ร้อยละ 49 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

วันที่ 18 กันยายน 2556 กรุงศรีได้ประกาศแผนการซื้อกิจการ BTMU สาขากรุงเทพฯ

วันที่ 31 ตุลาคม 2556 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของกรุงศรี ได้อนุมัติการควบรวมกิจการของกรุงศรี และ BTMU สาขา กรุงเทพฯ โดยการซื้อและรับโอนกิจการของ BTMU สาขากรุงเทพฯ มายังกรุงศรี รวมทั้งการเข้าทำสัญญาซื้อขายกิจการระหว่าง กรุงศรี (ผู้รับโอน) กับ BTMU (ผู้โอน) และสัญญาอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเป็นการทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ นอกจากนี้ ที่ประชุมวิสามัญ ผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการลดทุนจดทะเบียนของธนาคารจาก 70,893,927,550 บาท เป็น 60,741,437,470 บาท และได้อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของธนาคารจาก 60,741,437,470 บาท เป็น 75,741,437,470 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่ BTMU จำนวนไม่เกิน 1,500,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เพื่อตอบแทน และ/หรือแลกกับสินทรัพย์ของ BTMU สาขากรุงเทพฯ

ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2556 หลังเสร็จสิ้นการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของกรุงศรีโดยสมัครใจ (VTO) BTMU ได้เป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับกลุ่มรัตนรักษ์แทนที่ GECIH โดย BTMU มีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 72.01 ขณะที่กลุ่มรัตนรักษ์มีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ภายหลังจาก BTMU เสร็จสิ้นกระบวนการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญของธนาคารโดยสมัครใจ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล ได้แก่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวส์ ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือสากลของธนาคาร จากระดับ Baa2 เป็น Baa1 และระดับ BBB- เป็น BBB+ ตามลำดับ อีกทั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ทริสเรทติ้ง ได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของธนาคารจากระดับ AA- เป็น AAA

พัฒนาการที่สำคัญครั้งนี้ เป็นการผสานจุดแข็งของกรุงศรี และ BTMU เพื่อผลักดันให้กรุงศรีก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์ BTMU เป็นธนาคารระดับโลก โดยมีโครงข่ายกิจการครอบคลุมกว่า 40 ประเทศทั่วโลก การร่วมเป็นพันธมิตรกับ BTMU จึงจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กรุงศรี ในฐานะผู้นำธุรกิจการเงินเพื่อรายย่อยทั้งในประเทศไทย และในระดับภูมิภาค จากการขยายฐานลูกค้าออกไปในวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพและความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และกลุ่มลูกค้าธุรกิจ SME โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสในการเข้าถึงธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วย

เริ่มต้นการออมและการลงทุน

การเริ่มต้นออมและลงทุนเร็วเท่าใด ยิ่งทำให้ความมั่งคั่งของเราเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น